แผนงานสร้างเสริมวัฒนธรรมการอ่าน Reading Culture Promotion Program

เข้าสู่ระบบ
ลืมรหัสผ่าน

ค้นหา

บทความงานวิจัย

หมวดหมู่

บนถนนนักเขียนของชายที่ชื่อ "เสกสรรค์ ประเสริฐกุล"

 

 
ทำไมวรรณกรรมบาดแผลของ 'เสกสรรค์' ถึงได้แปรเปลี่ยนไปเป็นวรรณกรรมสลายตัวตนได้ ทั้งๆ ที่สิ่งที่เห็นมาตลอดในงานของเขาก็คือปัญหาเรื่องตัวตน 
 
" วิธีเดียวที่จะทำให้คนอื่นครอบงำท่านไม่ได้ คือ การไม่ปรารถนาอะไรจากพวกเขา เมื่อไม่ปรารถนาสิ่งใด คนอื่นก็ไม่ต้องเพียรถอนแรงกดดันออกไป แม้แต่ตัวท่านบัดนี้ก็ต้องถือว่าถอนตัวจากตนเอง นี่คือ จุดเริ่มต้นของการเป็นตัวของตัวเอง ใช่หรือไม่ว่าเมื่อไม่ต้องการสิ่งต่างๆ จากผู้อื่น ท่านย่อมก้าวพ้นโซ่ตรวนภายนอก และเมื่อเลิกยึดติดในความต้องการของตัวเอง ท่านย่อมหลุดพ้นจากพันธนาการภายใน ชีวิตเช่นนี้หากไม่เรียกอิสรภาพ ย่อมไม่ทราบจะเรียกมันว่ากระไร " 
 
วันที่ถอดหมวก 
เสกสรรค์ ประเสริฐกุล 
 
 
หากเอ่ยถึงวีรชนคนเดือนตุลาที่ได้รับการเอ่ยนามถึงอยู่บ่อยครั้ง ชื่อ ‘เสกสรรค์ ประเสริฐกุล’ ย่อมติดโผอยู่ในอันดับต้นๆ เพราะเขาคืออดีตผู้นำขบวนการต่อต้านเผด็จการในเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 
 
 
อีกทั้งในช่วงปี 2518-2523 เขายังเข้าร่วมต่อสู้กับพรรคคอมมิวนิสต์ประเทศไทย ก่อนจะผิดหวังถอนตัวออกจากแนวทางปฏิวัติ และบินไปศึกษาปริญญาโท-ปริญญาเอกที่มหาวิทยาคอร์แนล ประเทศสหรัฐอเมริกา ก่อนจะกลับมาเป็นอาจารย์และคณบดีคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยมีผลงานเขียนอย่างเรื่องสั้น บทกลอน บทความ และบันทึกชีวิตหรือการเดินทาง ฯลฯ ออกสู่สังคมเรื่อยมาจวบจนปัจจุบัน... 
 
 
ดังนั้นในวาระที่ ‘เสกสรรค์ ประเสริฐกุล’ เดินทางข้ามผ่านเวลามาครบ 5 รอบในปีนี้เมื่อปลายเดือนมีนาคม เพื่อนพี่น้องกัลยาณมิตรจึงร่วมใจกันจัดงาน ‘60 ปี วันที่... ไม่มีหมวก เสกสรรค์ ประเสริฐกุล’ พร้อมนิทรรศการภาพถ่ายของเขา ‘Eastern Corner ผู้คน ชีวิต และมุมศักดิ์สิทธิ์ในโลกตะวันออก’ ขึ้นในวันเสาร์ที่ 14 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ท่ามกลางบรรยากาศมุทิตาจิตอันอบอุ่น ณ สถาบันปรีดี พนมยงค์ ทองหล่อ 
 
 
ภายในงานจัดให้มีสัมโมทนานียกถา จาก ‘สุลักษณ์ ศิวรักษ์’ ที่ส่งตัวแทนมาอ่านเนื่องจากติดภารกิจไม่สามารถมาร่วมงานได้ มีการอ่านบทกวีจาก กันต์ธร อักษรนำ, ศิริวร แก้วกาญจน์, ประกาย ปรัชญา, เดือนวาด พิมวนา และจำลอง ฝั่งชลจิตร อีกทั้งยังมีเวทีเสวนาถึงการใช้ภาษาและอิทธิพลทางวรรณกรรมเสกสรรค์ รวมถึงจิตวิญญาณชีวิตกลางแจ้ง ระหว่าง พัชราภา ตันตราจิณ, ศ.ดร.รื่นฤทัย สัจจพันธุ์, พล.อ.บัญชร ชวาลศิลป์, รศ.ดร.สุวินัย ภรณวลัย, และวิทยากร โสวัตร โดยมี กรรณิการ์ กิจติเวชกุล เป็นผู้ดำเนินรายการ ก่อนจะปิดท้ายงานด้วยการกล่าวเปิดนิทรรศการภาพถ่ายของเสกสรรค์ ประเสริฐกุล จาก ‘สุชาติ สวัสดิ์ศรี’ หรือสิงห์สนามหลวง แล้วแยกย้ายกันไปสังสรรค์ตามอัธยาศัย 
 
 
งานเสวนาเริ่มด้วย ‘พัชราภา ตันตราจิณ’ อ.ประจำภาควิชารัฐศาสตร์ คณะรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ ม.บูรพา เกริ่นถึงข้อค้นพบจากการศึกษาชีวประวัติ เพื่อศึกษาพัฒนาการทางงานเขียนของเสกสรรค์ว่า สามารถแบ่งช่วงเวลาออกได้สามยุคด้วยกัน 
 
“ยุคแรกจะเป็นงานเขียนในช่วงปี 2516-2524 ยุคนี้ต้องบอกว่าอ.เสกสรรค์ อยู่ในบริบทของสังคมการเมืองแบบทหารมาโดยตลอด นับตั้งแต่ปี 2490 (อ.เสกสรรค์เกิดปี 2492) ที่ประเทศไทยตกอยู่ในระบอบเผด็จการทหาร ขณะเดียวกันก็จะมีแนวความคิดอื่นๆ เข้ามาแทรกอยู่ตลอด อย่างกระแสของสังคมนิยมที่ทำให้เกิดปัญหาความยากจน ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ ปัญหาแรงงานชาวไร่ชาวนา ผลงานในช่วงนี้จึงเป็นงานที่พยายามจะตั้งคำถามกับสิ่งรอบๆ ตัวทั้งในและนอกมหาวิทยาลัยว่าทำไม ฉะนั้นพอเห็นการกดขี่ อาจารย์จึงมีแนวคิดที่จะเปลี่ยนแปลงสังคม ซึ่งแตกต่างจากคนอื่นที่เขาต้องการเปลี่ยนแปลงสังคมแล้วมุ่งสู่ขบวนการปฏิวัติโดยลัทธิใหม่ แต่ อ.เสกสรรค์นั้นให้ความสนใจในมิติของจิตใจ และความมีมนุษยธรรมมากกว่าจะปล่อยให้อุดมการณ์เข้ามาครอบคลุมทุกอย่าง” 
 
 
ผลงานในยุคสอง (ปี 2525-2539) เป็นงานช่วงหลังออกจากป่า และไปเรียนต่อจนจบปริญญาเอกที่มหาวิทยาลัยคอร์แนล สหรัฐอเมริกา แล้วกลับมาพบกับกระแสบริโภคนิยมยุคโลกาภิวัตน์ในสังคมไทย ทำให้เกิดความทุกข์ขึ้นในใจ รวมเรื่องสั้น ‘คนกับเสือ’ จึงเป็นผลงานหนึ่งที่สะท้อนห้วงความรู้สึกของเขาในยุคนี้ได้เด่นชัด สำหรับด้านการเมือง แม้วีรบุรุษผู้นี้จะกล่าวถึงน้อยลงแล้วก็ตาม แต่ก็ยังมีงานที่ค่อนข้างจะโดดเด่นอย่าง ‘พัฒนาการระหว่างรัฐกับสังคมในประเทศไทย’ ส่วนหนึ่งของวิทยานิพนธ์ปริญญาเอก ซึ่งเป็นฐานนำไปสู่หนังสือ ‘การเมืองภาคประชาชนในระบอบประธิปไตย’ ผลงานในยุคที่สามของตัวเขาเอง 
 
 
“ผลงานนับตั้งแต่ปี 2540 ถึงปัจจุบัน จัดว่าเป็นงานในยุคที่สาม เนื้องานที่เด่นชัดมากขึ้นของ อ.เสกสรรค์ก็คือ ความสนใจในประเด็นทางจิตวิญญาณทางศาสนา มีการศึกษางานทางปรัชญาหรือพุทธศาสนาในหลายสำนัก ดังจะเห็นได้จากผลงานชุด ‘ผ่านพบไม่ผูกพัน’ ซึ่งเป็นความสนใจทางศาสนาของอ.เสกสรรค์ที่มีมาอยู่แล้วก่อนหน้า หายไปช่วงหนึ่งแล้วถึงกลับมาใหม่ ดังนั้นส่วนตัวจึงเชื่อว่าผลงานของอ.เสกสรรค์ในยุคนี้ยังต้องรอดูกันต่อไป” อาจารย์สาวกล่าว 
 
 
จากนั้น ‘ศ.ดร.รื่นฤทัย สัจจพันธุ์’ อ.ประจำภาควิชาภาษาไทยและภาษาตะวันออก คณะมนุษยศาสตร์ ม.รามคำแหง มองถึงการใช้ภาษาในงานวรรณกรรมของเสกสรรค์ว่า “นับตั้งแต่งานชิ้นแรก เขามีกลวิธีอันหลากหลายในการประพันธ์ที่ทำให้เกิดความงามทางด้านวรรณศิลป์ ทั้งการใช้คำ น้ำเสียง ความหมาย หรือการใช้ภาพพจน์อย่างสัญลักษณ์ อุปลักษณ์ ไล่เรียงไปถึงการเว้นวรรคตอนของคำ การจัดวางข้อความ หรือการสร้างสมดุลระหว่างจังหวะของประโยค จนนำไปสู่ความหมายที่มันลุ่มลึกและไพเราะกินใจ” 
 
 
โดยอธิบายต่อไปว่า ผู้เขียนมีความเป็นอัจฉริยะในการสร้างคำขึ้นมาอธิบายภาพ และสภาวะทางอารมณ์ที่ตัวเขารับรู้ได้เป็นอย่างดี ฉะนั้นยามใดที่คำคำนั้นปรากฏขึ้น ผู้อ่านจึงเห็นภาพและสัมผัสได้ถึงความรู้สึกร่วมเหล่านั้นด้วย 
 
 
“เช่นคำว่าแววน้ำ ลำแดด ซุ้มเมฆ ...ที่พบอยู่ในงานหลายเล่ม คำเฉพาะทางธรรมชาติเหล่านี้ เมื่อเติมคำเข้าไปข้างหน้า ก็ทำให้คำต่างๆ นี้สร้างมโนภาพในใจของผู้อ่านได้แจ่มชัดขึ้น เกิดจินตภาพถึงน้ำที่แวววาวยามกระทบกับแสงแดดหรือแสงจันทร์ มองเห็นแสงส่องลงมาเป็นลำแสง หรือมองเห็นเมฆที่เกาะกลุ่มซ้อนรวมกันราวกับซุ้มที่ปกคลุมเราอยู่ 
 
 
...หรืออย่างคำว่า ‘ตื่นตระหนัก’ ที่ใช้มากและใช้คู่กับคำว่า ‘ตื่นรู้’ ทั้งๆ ที่ส่วนมากเราจะใช้คำว่า ตระหนักหรือตระหนักรู้ ทีนี้พอมีคำว่า ‘ตื่น’ เข้าไปประกอบด้วย จึงเหมือนเป็นการเน้นย้ำว่าต้องปลุกตัวเองให้ตื่นขึ้นมาจากความไม่รู้ หรือตื่นขึ้นมาจากอวิชชาทั้งหลายมาสู่ความรู้” 
 
 
สำหรับผลงานในระยะหลัง อ.ประจำคณะมนุษยศาสตร์วิเคราะห์ต่อไปว่า ลักษณะถ้อยคำที่เขียนอธิบายเชิงปรัชญานี้ เป็นถ้อยคำที่ไม่ได้เล่นลีลาแค่เพียงวรรณศิลป์เท่านั้น แต่ยังแฝงไว้ด้วยการเปลี่ยนผ่านลักษณะงานของความเป็นนักสู้ มาเป็นลักษณะงานเขียนของนักปรัชญา อันอาจเป็นผลมาจากการตื่นตระหนักในความจริง หลังจากเชี่ยวกรำและโบยตีตัวเองด้วยความทุกข์มาเนิ่นนาน 
 
 
“บุตรธิดาแห่งดวงดาว มีพัฒนาการอย่างสูงในเรื่องของการใช้ภาษาในเชิงวรรณศิลป์ ถ้าเทียบกับการเปลี่ยนภาวะทางความคิด อาจจะไม่เหมือนใน ‘ผ่านพบไม่ผูกพัน’ ทว่าในเชิงของภาษาแล้ว เล่มนี้ไม่ว่าจะตัดข้อความตอนใด ทุกตอนที่ต้องอ่านร้อยต่อกัน บอกไม่ถูกว่าจะเป็นร้อยแก้ว ร้อยกรอง ความเรียง หรือเป็นอะไรกันแน่ เพราะมันเป็นทุกอย่างที่มีอยู่ จึงสะท้อนให้เห็นถึงการใช้ลีลาภาษาเพื่อถ่ายทอดสิ่งที่เป็นจิตวิญญาณความเป็นศิลปิน ความเป็นกวีที่มีอยู่ในตัวของผู้เขียนได้อย่างเต็มที่” 
 
ทางด้าน ‘พล.อ. บัญชร ชวาลศิลป์’ นายทหารเกษียณอายุแห่งกองทัพไทย ผู้มีวัยห่างกับเสกสรรค์ ประเสริฐกุลไม่กี่ปี เล่าย้อนถึงชีวิตกลางแจ้งในช่วงเวลาแรกเริ่มของชีวิตว่า “คนรุ่นผมชีวิตวัยเยาว์มันหายไป” ก่อนจะเล่าเสริมว่า “เราเกิดมาในยุคสมัยที่ไม่เหมือนกับเด็กสมัยนี้... เพราะเราโตมาอย่างชีวิตนักเลงแท้ๆ” 
 
 
เสกสรรค์เป็นคนบางปะกง ส่วนตัวเขาเป็นคนลพบุรี แต่เมื่อมาเป็นทหาร ไม่ว่าจะอยู่ฝ่ายไหน ก็มีความเป็นลูกผู้ชายด้วยกันทั้งสิ้น เนื่องจากในยุคสมัยนั้น พวกเขาได้รับการปลูกฝังให้รักความเป็นนักเลง ไม่รังแกคนที่ไม่มีทางสู้หรือคนที่อ่อนแอกว่า รักเสรีภาพ รักความเป็นธรรม 
 
 
“...จำได้ช่วงปี 2514-2515 บ้านเมืองเรากำลังอยู่ในช่วงที่รบกันหนัก ตอนนั้นผมเป็นร้อยโท น้องสาวผมกำลังเรียนที่มหิดล พอกลับบ้านมาเจอน้องสาว เราคุยกันได้ไม่เกิน 5 นาที น้องสาวจะว่าผมเป็นเผด็จการ ส่วนผมก็ว่าเขาเป็นคอมมิวนิสต์ โชคยังดีว่าเหตุการณ์การปิดล้อมที่ธรรมศาสตร์ น้องสาวผมไม่ได้ไปด้วย แต่สิ่งที่ผมรู้สึกก็คือ คนรุ่นเดียวกับน้องผม เพื่อนของน้องผม เขาไม่ได้เรียนการสู้รบมาเหมือนผม แต่ทำไมเวลาต่อมาถึงต้องเข้าป่าไปจับปืน...” 
 
 
แม้จะเรียนจบนักเรียนนายร้อยช่วงอายุ 22-23 ปี และไม่ได้รีบแต่งงานมีภรรยา แต่แทนที่จะมีโอกาสใช้ชีวิตวัยหนุ่มได้เต็มที่ เขากลับต้องเข้าไปรบในป่า จึงไม่มีโอกาสเที่ยวหรือทำอะไรได้อย่างใจ จนกระทั่งสงครามยุติ 
 
 
“ประมาณปี 2525 ผมได้อ่านงานของเสกฯ ที่ตีพิมพ์ในหนังสือ ‘สู่อนาคต’ และทั้งที่ยังไม่รู้จักกัน ผมก็ติดตามผลงานรวมเล่มของเขามาเรื่อย ทีนี้เมื่อเวลามีมากขึ้น ความใฝ่ฝันว่าอยากจะทำอะไรตั้งแต่ตอนเป็นเด็กจึงค่อยๆ ทยอยออกมาทำได้ในช่วงนี้เอง” 
 
 
ด้วยเหตุนี้เขาจึงมีหนังสือเกี่ยวกับการตกปลาซึ่งเป็นหนึ่งในความสนใจอยู่ประมาณ 3 เล่ม โดยเล่มแรกนั้นเป็นผลงานของเสกสรรค์ที่เมื่ออ่านแล้วกลับรู้สึกว่า “ไกลเกินไป” ก่อนจะเผยถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในปี 2535 ว่า ผู้บังคับบัญชาได้รับรายงานข่าวว่า “เสกสรรค์กำลังนำพลมา” แต่ส่วนตัวแล้วเขากลับไม่เชื่อ เพราะเสกสรรค์ที่เขารู้จักเป็นคนทำอะไรเปิดเผย ไม่อยู่ในที่มืด 
 
 
พลเอกกล่าวสรุปการพูดของตัวเองว่า “ที่เล่ามาทั้งหมด เพียงแค่ต้องการให้เห็นถึงยุคสมัยที่คนรุ่นผมเติบโต และเสกสรรค์ที่ผมรู้จัก ก็เป็นลูกผู้ชายตัวจริงเสมอ” 
 
 
 
 
 
สำหรับ ‘วิทยากร โสวัตร’ นักเขียนเรื่องสั้น เจ้าของร้านหนังสือ ‘ฟิลาเดลเฟีย’ ที่ อ.วารีชำราบ จ.อุบลราชธานี เกริ่นให้ฟังว่า เริ่มสนใจงานของเสกสรรค์มากขึ้นนับตั้งแต่อ่านงานในช่วงปี 2527 “ผมรู้สึกว่าอาจารย์เหงาเวลาพูดถึงวัยเยาว์ โดยมีข้อความกินใจอย่างการที่อาจารย์บอกว่าทำผิดต่อแม่ไว้หลายเรื่อง ในมิติของงานชิ้นนั้น ผมอ่านตอนที่แม่อาจารย์ไปเปิดออมสินแล้วพบว่าเงินหายไป ในตอนนั้นผมที่บวชเป็นเณรถึงกับนั่งน้ำตาไหล เพราะมันทำให้คิดถึงตัวเองด้วยว่าเราก็เคยโกงเงินแม่ จึงเกิดความรู้สึกผิดต่อแม่เหมือนกัน” 
 
 
สำหรับงานด้านการเมือง สิ่งที่นักเขียนเรื่องสั้นสัมผัสได้จากผลงานหรือตามปาฐกถาของวีรบุรุษนักประพันธ์คนนี้ คือการมองสังคมด้วยพื้นฐานของความเป็นจริง “การมองด้วยทฤษฎีกับการมองด้วยความเป็นจริงมันต่างกัน ทั้งที่ในยุคหนึ่งอาจารย์จะมองด้วยทฤษฎี แต่พอยุคหลังๆ มานี้จะเห็นพัฒนาการในการมองความเป็นจริงของสังคมการเมืองมากขึ้น ทำให้ผมเติบโตขึ้นทางปัญญาด้วย” 
 
 
นักเขียนหนุ่มกล่าวต่อไปว่า อ่านงานของวีรบุรุษ หรือบุคคลที่ยิ่งใหญ่ สิ่งหนึ่งที่พบได้ก็คือการวัดระดับจิตใจของตัวเองว่าเราจะยอมรับให้ฮีโร่ในดวงใจเป็นคนธรรมดามีทั้งชั่วและดีเหมือนกับเราได้หรือไม่ 
 
 
“...ถ้าผู้ชายเรา มีผู้หญิงคนหนึ่งคอยเรียกเรากลับบ้านของชีวิต ขณะที่บางคนมีบางสิ่งบางอย่างหรือหนังสือบางเล่มนำเรากลับบ้านที่แท้จริงแห่งวิญญาณ สำหรับผมนอกจากจะมีคำสอนของหลวงพ่อชาแล้ว ผมก็จะมีบุตรธิดาแห่งดวงดาวนำผมกลับบ้านทางจิตวิญญาณที่แท้จริง 
 
 
...คือผมในตอนนี้อายุ 32 ปี กำลังคิดว่า ถ้าให้เกิดใหม่อีกสองครั้ง ผมก็ไม่สามารถทำคุณประโยชน์ให้กับบ้านเมืองได้เท่าที่อ.เสกสรรค์ทำ และเรื่องจริงอีกเรื่องคือ ต่อให้ผมเขียนหนังสือไปจนตาย ผมก็ไม่รู้ว่าผมจะเขียนหนังสือได้อย่างที่อาจารย์เสกฯ เขียนบุตรธิดาแห่งดวงดาวหรือเปล่า” 
 
 
วิทยากร ปิดท้ายการพูดของตัวเองด้วยการเผยถึงแรงบันดาลใจที่ได้รับจากการอ่านงานของเสกสรรค์ ประเสริฐกุลว่า “นับจากได้อ่านหนังสือเล่มแรกตอนอายุ 16 ปี มันทำให้ผมเองก็มีหมุดหมายบางประการที่จะหล่อหลอมบุคลิกภาพในตัวเองเหมือนกัน... ผมมีต้นแบบคือ ‘เขา’ ครับ” นักเขียนหนุ่มกล่าวยิ้มๆ 
 
 
ท้ายสุด ‘รศ.ดร.สุวินัย ภรณวลัย’ อ.ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ นักวิชาการผู้ให้ความสนใจเรื่องการศึกษาด้านใน กล่าวถึงเสกสรรค์ ประเสริฐกุลว่า เป็นลูกผู้ชายคนหนึ่งที่ไม่สนใจทั้งอำนาจและเงินทอง... 
 
 
 
“ผมเข้าใจว่าพี่เสกค่อนข้างจะเป็นคนสุดโต่งมากทีเดียว เป็นคนดื้อนะ แต่ก็เป็นคนดื้อในแบบที่ผมนับถือ เพราะพี่เสกเป็นคนไม่โลภ ไม่หลงใหลอำนาจ ทั้งๆ ที่ตอนจบดอกเตอร์กลับมาได้เป็นคณบดีคณะรัฐศาสตร์ มีโอกาสจะลัดเข้าสู่วงจรแห่งอำนาจ แต่พี่ก็ไม่เลือก เงินตราก็เข้าไม่ถึงเขา ในขณะที่คนส่วนใหญ่เห็นเงินเป็นพระเจ้า” 
 
 
โดยเขาให้ความเห็นถึงวรรณกรรมเสกสรรค์ที่ตัวเขาเองติดตามมานานว่า เขาขอนิยามลักษณะงานเขียนที่ผ่านมาของอดีตแกนนำฯ 14 ตุลาว่า เป็น ‘วรรณกรรมบาดแผล’ จนกระทั่งเกิดการเปลี่ยนแปลงไปเป็น ‘วรรณกรรมสลายตัวตน’ ใน ‘ผ่านพบไม่ผูกพัน’ เมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา 
 
 
“คุณค่าของวรรณกรรมเสกสรรค์อยู่ที่ว่า พี่เสกเป็นปัญญาชนสาธารณะ มีความจริงใจกับทุกตัวอักษร ฉะนั้นงานเขียนทุกตัวตนของเขาจึงเปรียบได้กับบันทึกของจิตใจที่คัดกรองออกมาจากประสบการณ์ อันได้มาจากหยาดเหงื่อ เลือดเนื้อ และน้ำตาของเขา ไม่ได้เขียนลอยๆ ออกมาจากจินตนาการ 
 
 
...ฉะนั้น สิ่งที่น่าสนใจจึงอยู่ที่ทำไมวรรณกรรมบาดแผลของพี่เสก ถึงได้แปรเปลี่ยนไปเป็นวรรณกรรมสลายตัวตนได้ ทั้งๆ ที่สิ่งที่เห็นมาตลอดในงานของเขาก็คือปัญหาเรื่องตัวตน อันเป็นปัญหาที่มักถามว่าเราคือใคร เกิดมาในโลกนี้เพื่ออะไร แล้วจะใช้ชีวิตอยู่อย่างไร ผมเข้าใจว่าปัญหานี้น่าจะเป็นทุกข์ที่ใหญ่ที่สุด ทีนี้เมื่อเดินไปถึงสุดทางทุกข์อันเนื่องมาจากตัวตนของตัวเอง จนเหมือนกับตายทั้งเป็นแล้ว ย่อมน่ากลัวว่าสุดท้ายแล้วเจ้าของคำถามจะมีจุดจบอย่างไร 
 
 
...เพราะประชาชนหรือนักเขียนฉลาดๆ ส่วนใหญ่ที่ตอบปัญหาเรื่องตัวตนไม่ได้ ต่อให้มีความสามารถอย่างไร ถ้าไม่ฆ่าตัวตาย ก็จะใช้ชีวิตแบบตายผ่อนส่ง แต่หากแก้ปัญหาเรื่องนี้ได้ คนคนนั้นก็จะเกิดใหม่ทางจิตวิญญาณ แล้วสามารถสร้างผลงานที่ยิ่งใหญ่ออกมาได้ ตรงนี้เห็นได้ชัดว่า 
 
 
...เสกสรรค์ประสบชัยชนะ และเป็นชัยชนะของสามัญชน ที่ผมจะขอเรียกว่าเป็นชัยชนะแห่งชีวิต” 
 
 
โดย : คุณหนอนฝึกหัด 
Life Style : Read & Write 
วันที่ 23 พฤศจิกายน 2552 
แนะนำเมื่อ 28ธ.ค. 54
0ความคิดเห็น
Share

แสดงความคิดเห็น

 

 

กรุณา Login เข้าระบบก่อนแสดงความคิดเห็น หรือสมัครสมาชิกใหม่ คลิกที่นี่

 

 

จำนวนการเข้าชม: 6,060,555 ครั้ง