แผนงานสร้างเสริมวัฒนธรรมการอ่าน Reading Culture Promotion Program

เข้าสู่ระบบ
ลืมรหัสผ่าน

บทความงานวิจัย

หมวดหมู่

"เขียน - สยาม": จากนิราศของสุนทรภู่สู่บันทึกของแหม่มแอนนา

 

 
งานเขียนเชิงชาติพันธุ์วรรณนาเกี่ยวกับสยาม 
จากสายตาของคนใน (นอก) พื้นที่: 
"เขียน - สยาม": จากนิราศของสุนทรภู่สู่บันทึกของแหม่มแอนนา 
นิติกร จิรฐิติกาลกิจ : เขียน 
นศ.ปริญญาโท หลักสูตรรัฐศาสตรมหาบัณฑิต สาขาการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 
บทความวิชาการนี้ได้รับมาจากผู้เขียน เดิมชื่อ ... 
"เขียน - สยาม" 
งานเขียนเชิงชาติพันธุ์วรรณนาจากสายตาของคนใน (นอก) พื้นที่: 
จากนิราศของสุนทรภู่สู่บันทึกของแหม่มแอนนา 
Siamese - Written 
The Ethnography from the Sight of the In (Out) sider: 
From the Poet of Sunthorn Phu and the Note of Anna H. Leonowens 
(บทความนี้จัดอยู่ในหมวด "วรรณกรรม-ชาติพันธุ์วรรณา") 
บทความมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน ลำดับที่ ๑๘๐๑ 
เผยแพร่บนเว็บไซต์นี้ครั้งแรกเมื่อวันที่ ๕ พฤษภาคม ๒๕๕๓ 
ติดต่อมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน: 
midnightuniv@gmail.com 
-------------------------------- 
 
 
บทคัดย่อ 
"การเขียนความรู้" เป็นกระบวนการที่ทำให้ความรู้ที่มีลักษณะเป็นนามธรรม (Intangible) และเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา กลายเป็นสิ่งที่เป็นรูปธรรม (Tangible) และสามารถรับรู้ได้ในเชิงประจักษ์ (Empirical) ในขณะเดียวกันการเขียนความรู้ก็ทำให้ความรู้ที่ถูกเขียนถึงนั้น ถูกแช่แข็ง (Freeze) ยึดตรึงให้คงสภาวะดั้งเดิมไม่เปลี่ยนแปลง ยิ่งไปกว่านั้นความรู้ที่ถูกเขียนถึงยังกลายเป็นภาพตัวแทนความรู้ (Representation) ของสรรพสิ่งที่ถูกเขียนถึงด้วย 
 
บันทึกการเดินทางนับเป็นตัวอย่างของการเขียนความรู้ โดยเป็นการเขียนถึงรายละเอียดของสิ่งที่นักเดินทางพบเห็น ซึ่งเป็นสิ่งแปลกประหลาดมหัศจรรย์ (The Strange and Marvelous) ที่แตกต่างไปจากมาตรฐานของผู้ประพันธ์ นอกจากนี้บันทึกการเดินทางยังมีลักษณะเป็นงานเขียนเชิงชาติพันธุ์ (Ethnic) ด้วย อิทธิพลของการเขียนบันทึกการเดินทางส่งผลให้สิ่งที่ถูกเขียนถึงกลายเป็นความรู้ที่ดำรงอยู่ในสถานะของ "ความเป็นอื่น" (Otherness) แต่การเขียนบันทึกการเดินทางก็แตกต่างจากงานเขียนเชิงชาติพันธุ์วรรณนา (Ethnography) ที่ลักษณะของวิธีวิทยา (Methodology) ในการเก็บข้อมูล ซึ่งผู้ศึกษาเชิงชาติพันธุ์วรรณนา (Ethnographer) ต้องใช้วิธีการกลายเป็น "คนใน" (Insider) เพื่อให้ได้มาซึ่งความรู้ที่แท้จริงของพื้นที่ เพื่อที่จะสามารถนำไปกล่าวอ้างได้ 
 
แต่กระนั้นก็ดี ประเด็นเรื่อง "ตำแหน่งแห่งที่" ของผู้ศึกษาก็ทำให้การศึกษาชาติพันธุ์วรรณนาเกิดปัญหา เพราะเส้นแบ่งปริมณฑลที่ไม่ชัดเจนระหว่างข้อมูลเชิงอัตวิสัย (Subjective) ของตัวผู้ศึกษาและข้อมูลเชิงวัตถุวิสัย (Objective) ของพื้นที่ ได้ส่งผลให้กระบวนการกลายเป็น "คนใน" ของผู้ศึกษาที่เชื่อว่าทำให้ได้มาซึ่งข้อมูลที่แท้จริง กลับกลายเป็นการที่ผู้ศึกษาต้องเข้าไปศึกษาตนเองอีกทีหนึ่ง ด้วยเหตุนี้ ความรู้ที่ได้จากงานเขียนเชิงชาติพันธุ์วรรณนาจึงไม่ใช่ความจริงของสิ่งที่ศึกษาทั้งหมด แต่เป็นเพียงความจริงเพียงแค่บางส่วน (Partial Truth) เท่านั้น
 
กรณีการเขียนถึงสยามของสุนทรภู่และนางแอนนา เอช ลีโอโนเวนส์ (Anna H Leonowens) เป็นการดึงเอาความรู้เกี่ยวกับสยามให้เข้าสู่การรับรู้เชิงประจักษ์ ในรูปของคำประพันธ์ที่มีรูปแบบแตกต่างกัน แต่จุดร่วมกันของผู้ประพันธ์ทั้งสองคนคือ การเขียนถึงสิ่งที่พบเห็นโดยเปรียบเทียบกับมาตรฐานของตนเอง ส่งผลให้ความรู้เกี่ยวกับสยามที่ถูกเขียนถึงกลายเป็น"ความเป็นอื่น" (Otherness) เฉกเดียวกับการเขียนบันทึกของนักเดินทาง แต่กระนั้นก็ตาม ความรู้เกี่ยวกับสยามที่ถูกเขียนขึ้นจากนักประพันธ์ทั้งสอง ก็เป็นเพียงภาพตัวแทนความรู้ของสยามในบางส่วนเท่านั้น หาใช่ความรู้เกี่ยวกับสยามทั้งหมดไม่ 
 
คำสำคัญ: การเขียนความรู้, งานเขียนเชิงชาติพันธ์วรรณนา, ความเป็นอื่น 
 
Abstract 
"The Knowledge Writing" is the knowledge transformation procedure that makes the intangible knowledge becomes a tangible knowledge, or there is an empirical recognition. In addition, the knowledge that is written is the freezing knowledge procedure too. Consequently, the knowledge becomes a representation of everything that be written. 
 
The knowledge writing in the note of journey which writes to the strange and marvelous things that are differently from the author's standard; furthermore, it is an ethnographic note that described the detail of everything that be seen. Everything which is written in the note of journey becomes so strange or so-called "Otherness." In the other hand, the note of journey is difference from ethnography especially in the term of methodology. In ethnographic methodology, the researcher must become an "insider", and try to find actually knowledge in his/her area of study. 
 
Moreover, the position of the researcher affect to ethnography has any problems. Because the boundary which separate between subjectivity and objectivity is not clear. There is the cause of insider procedure become to study oneself. Hence, the knowledge from ethnography then is not the truth of the thing that is studied. It is only the "partial truth." 
 
In the case of Siamese knowledge, which is written by an especially 2 authors - Sunthorn Phu and Anna H Leonowens, is a strange and marvelous knowledge for western (and Siamese too). Both of authors use their standard to judged and classified Siam, and make Siam become to "Otherness." The Siamese knowledge; however, is written by Sunthorn Phu and Anna is "the partial Siamese knowledge" like the knowledge in the note of journey. Consequently, there is not the representation of the "whole" Siamese knowledge. 
 
Key words: Knowledge writing, Ethnography, Otherness 
 
บทนำ 
บทความเรื่อง "เขียน-สยาม" งานเขียนเชิงชาติพันธุ์วรรณนาจากสายตาของคนใน (นอก) พื้นที่: จากนิราศของสุนทรภู่สู่บันทึกของแหม่มแอนนา ชิ้นนี้ ผู้เขียนประสงค์ที่จะนำเสนอประเด็นต่างๆ ซึ่งเชื่อมโยงกับหัวข้อของบทความ โดยเริ่มตั้งแต่การอธิบายความรู้และการเขียนความรู้ว่า โดยธรรมชาติของความรู้นั้นมีลักษณะที่เป็นนามธรรม (Intangible) และเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ซึ่งกระบวนการที่จะทำให้ความรู้เปลี่ยนจากสิ่งที่เป็นนามธรรมเข้าสู่สิ่งที่เป็นรูปธรรม คือ "การเขียน" ซึ่งทำให้ความรู้เป็นสิ่งที่สามารถรับรู้ได้ในเชิงประจักษ์ (Empirical) ในขณะเดียวกันก็ทำให้ความรู้ที่ถูกเขียนถึงนั้นถูกแช่แข็ง (Freeze) ยึดตรึง ให้คงสภาวะดั้งเดิมไม่เปลี่ยนแปลง 
 
เมื่อการเขียนทำให้ความรู้อยู่ในสภาวะดั้งเดิมไม่เปลี่ยนแปลง ก็ทำให้ความรู้สามารถถูกใช้เป็นภาพตัวแทน (Representation) ของสรรพสิ่งได้ นอกจากนี้การเขียนยังถูกนำมาใช้เป็นวิธีการในการถ่ายทอดความรู้ต่างๆ ซึ่งภายในบทความนี้จะพิจารณาถึงการเขียนบันทึกของนักเดินทางที่เขียนเรื่องราวเกี่ยวกับสิ่งแปลกประหลาดมหัศจรรย์ (The strange and marvelous) ภายในดินแดนที่ถูกเรียกว่า "โลกใหม่" ซึ่งอิทธิพลของงานเขียนในลักษณะนี้ ส่งผลให้สิ่งที่ถูกเขียนถึงต้องอยู่ในฐานะของ "ความเป็นอื่น" (Otherness) การเขียนบันทึกการเดินทางนอกจากจะทำให้ผู้อ่านได้สนุกสนานเพลิดเพลินไปกับสิ่งน่าตื่นตาตื่นใจแล้ว (Exotic) ยังทำให้ผู้อ่านได้รับความรู้เกี่ยวกับดินแดนนั้นๆ ในลักษณะที่เป็นงานทางชาติพันธุ์ (Ethnic) อีกด้วย 
 
โดยเหตุนี้ บันทึกการเดินทางจึงไม่เพียงแต่เป็นเอกสารที่ใช้แนะนำการเดินทาง (Guide book) เพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่เป็นเอกสารที่มีลักษณะของการให้ข้อมูลทาง "ชาติพันธุ์" (Ethnic) ด้วย ฉะนั้น การศึกษาบันทึกการเดินทางจึงให้ความรู้สึกไม่แตกต่างไปจากการอ่านงานชาติพันธุ์วรรณนา (Ethnography) แต่อาจแตกต่างกันในลักษณะของวิธีวิทยา (Methodology) ที่ใช้ในการเก็บข้อมูล ซึ่งประเด็นที่จะพิจารณาต่อไปคือ วิธีการกลายเป็น"คนใน" (Insider) ซึ่งเป็นวิธีวิทยาในการศึกษาชาติพันธุ์วรรณนานั้นสำคัญหรือไม่ เนื่องจากลักษณะของการเขียนงานเชิงชาติพันธุ์วรรณนา ที่เป็นการเขียนเรื่องราวความรู้เกี่ยวกับวัฒนธรรมของมนุษย์ที่มีความสลับซับซ้อน ทำให้ผู้ศึกษาชาติพันธุ์วรรณนาจำเป็นที่จะต้องลงไปคลุกคลี และเข้าสู่กระบวนการของการกลายเป็น "คนใน" (Insider) ของพื้นที่ เพื่อให้ได้มาซึ่งความรู้ที่แท้จริงและสามารถนำไปกล่าวอ้างได้ 
 
แต่กระนั้นก็ดี การกลายเป็น "คนใน" ของผู้ศึกษาชาติพันธุ์วรรณนา (Ethnographer) ก็เป็นประเด็นปัญหาให้ถกเถียงกันถึงเรื่อง "ตำแหน่งแห่งที่ของผู้ศึกษา" ว่าแท้ที่จริงแล้ว วิธีการศึกษาที่ผู้ศึกษาชาติพันธุ์วรรณนา ต้องอาศัยการเข้าไปเป็นคนในเพื่อให้ได้ข้อมูลที่แท้จริง ท้ายที่สุดแล้วกลับทำให้ผู้ศึกษาชาติพันธุ์วรรณนาต้องเข้าไปศึกษาตนเองอีกทีหนึ่ง นั่นจึงทำให้เกิดข้อสงสัยว่า งานเขียนเชิงชาติพันธุ์วรรณนาที่ผู้ศึกษาเขียนออกมานั้น เขียนขึ้นจากข้อมูลเชิงอัตวิสัย (Subjective) ของผู้ศึกษาหรือเขียนขึ้นจากข้อมูลเชิงวัตถุวิสัย (Objective) ของพื้นที่ ด้วยปัญหาดังกล่าว จึงทำให้ความรู้ที่ได้งานเขียนเชิงชาติพันธุ์วรรณนาไม่ใช่ความจริงทั้งหมด แต่เป็นความจริงเพียงแค่บางส่วน (Partial truth) เท่านั้น 
 
ประเด็นสุดท้ายที่จะกล่าวถึงในบทความคือ การเขียนเรื่องราวเกี่ยวกับ "สยาม" ซึ่งจะพิจารณาจากนิราศของสุนทรภู่ และบันทึกการเดินทางของนางแอนนา เอช ลีโอโนเวนส์ (Anna H. Leonowens) โดยพยายามชี้ให้เห็นว่า การเขียนความรู้เกี่ยวกับสยามภายใต้เนื้อหาและบริบทของนิราศและบันทึกการเดินทางนั้น เป็นการดึงเอาความรู้เกี่ยวกับสยามที่มีลักษณะลื่นไหล กระจัดกระจาย ให้เข้าสู่การรับรู้เชิงประจักษ์ในรูปของคำประพันธ์ ซึ่งทำให้ความรู้เกี่ยวกับสยามถูกแช่แข็งและยึดตรึงให้คงที่ไม่เปลี่ยนแปลง อีกทั้งเรื่องราวของสยามที่ถูกเขียนถึงก็มีลักษณะเช่นเดียวกับเรื่องราวของตะวันออกที่ถูกเขียนถึงโดยตะวันตก ภาพความรู้ของสยามที่ถูกเขียนถึงจึงกลายเป็นสิ่งที่ถูกทำให้ "เป็นอื่น" (Otherness) ด้วยลักษณะการเขียนที่เปรียบเทียบกับมาตรฐานของผู้ประพันธ์ นอกจากนั้น ยังพิจารณาถึงกระบวนการได้มาซึ่งความรู้เกี่ยวกับสยามของผู้ประพันธ์ทั้งสองคนว่าได้มาโดยวิธีการใด จำเป็นหรือไม่ที่ผู้ประพันธ์ที่เขียนความรู้เกี่ยวกับสยามนั้นต้องเป็นคนนอกอย่างนางแอนนาแต่เพียงอย่างเดียวเท่านั้น คนในอย่างสุนทรภู่จะสามารถเขียนความรู้เกี่ยวกับสยามได้หรือไม่ และความรู้เกี่ยวกับสยามที่ได้จากผู้ประพันธ์ทั้งสองคนนั้น จะมีลักษณะที่เหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไร 
 
"สยาม" เมื่อถูกเขียนถึงก็ทำให้ความรู้เกี่ยวกับสยามสามารถที่จะถ่ายทอดได้ แต่กระนั้นสยามที่ถูกเขียนถึงก็เป็นเพียงภาพตัวแทนของความรู้สยามในบางส่วนเท่านั้น หาใช่ความรู้เกี่ยวกับสยามทั้งหมดไม่ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับตัวผู้ประพันธ์ว่าจะเลือกเขียนถึงสยามในลักษณะใด เพราะการเขียนถึงสยามนั้น ผู้ประพันธ์ย่อมที่จะนำเอามาตรฐานของตนเองเข้าไปตัดสินสิ่งที่ตนเองกำลังเขียนถึง ฉะนั้นจึงไม่น่าแปลกใจหากสยามจะถูกเขียนถึงในลักษณะที่ "เป็นอื่น" เพราะในท้ายที่สุดแล้ว สิ่งสำคัญไม่ได้อยู่ที่สยามจะถูกเขียนถึงในลักษณะใด หรือเขียนให้เป็นอะไร แต่อยู่ที่ผู้อ่านเลือกที่จะตัดสินและรับรู้สยามในลักษณะใดและให้เป็นอะไรมากกว่า 
 
จากลื่นไหลสู่หยุดนิ่ง: ว่าด้วยความรู้และการเขียนความรู้ 
ภายใต้สภาวะของสมัยใหม่ (Modernity) ที่มีการยกสถานะความเป็นเอกเทศของวิชาการ ทำให้เกิดการแบ่งแยกการแสวงหาความรู้ออกเป็นศาสตร์ต่างๆ มากมาย แต่ทว่าศาสตร์ทั้งหลายก็มีจุดร่วมกันอยู่ประการหนึ่งคือ ต้องการแสวงหาความรู้และความจริงเกี่ยวกับความเป็นไปหรือความเคลื่อนไหวของสรรพสิ่ง ด้วยเหตุเพราะความรู้ถูกมองว่าอยู่ในสภาวะที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ซึ่งความเปลี่ยนแปลงที่ว่านี้เกิดขึ้นจากความเป็นนามธรรม (Intangible) ของความรู้ที่ยังไม่สามารถที่จะรับรู้ได้ในเชิงประจักษ์ (Empirical) การเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงของความรู้จึงมักทำให้เกิดปัญหา เพราะทำให้ตัวความรู้ไม่อาจคงสภาวะดั้งเดิมที่จะสามารถเข้าถึงและจัดการได้ ซึ่งในอดีตเชื่อว่า ความรู้เกิดขึ้นจากการสร้างโดยฝีพระหัตถ์ของพระผู้เป็นเจ้า ความรู้จึงเป็นผลิตผลที่มีอยู่ตามธรรมชาติ การรับรู้ของมนุษย์ที่มีต่อความรู้จึงเป็นเรื่องของ "การค้นพบ" (Discover) สิ่งที่พระเจ้าสร้างขึ้น แต่ในสภาวะสมัยใหม่ (Modernity) นั้น ความรู้กลายเป็นสิ่งที่ถูกนำเสนอโดยผ่านกระบวนการของความเป็นหลักวิชา (Discipline) ซึ่งทำให้ความรู้ไม่ได้เป็นเรื่องของการค้นพบอีกต่อไป แต่กลับกลายเป็นเรื่องของความรู้ที่ถูกสร้างขึ้นโดยมนุษย์ (*) 
 
Quote:
(*) ธเนศ วงศ์ยานนาวา, "ชาติพันธุ์วรรณาในความเป็นซับเจคของนักมานุษยวิทยา: จริยธรรมระหว่างการหาความจริงและการสร้างความจริง," ใน รัฐศาสตร์สาร ปีที่ 25(3), (กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2546), หน้า 161-162.
 
 
เมื่อความรู้กลายเป็นสิ่งที่ถูกสร้างขึ้นโดยมนุษย์มากกว่าที่จะถูกค้นพบ การสร้างความรู้ภายใต้กลไกความเป็นหลักวิชา (Discipline) ทำให้ผู้แสวงหาความรู้ต้องดำเนินตามเส้นทางของระเบียบวิธี (Methodology) ที่ตายตัว ซึ่งการดำเนินตามระเบียบวิธีที่ตายตัวก็เป็นไปเพื่อแสวงหา "ความรู้ที่ตายตัว" การแสวงหาความรู้จึงเป็นภาระหน้าที่ของผู้แสวงหาความรู้ที่จะต้องตอบสนองต่อโครงสร้างทางอำนาจของความเป็นหลักวิชา เพราะภายใต้โครงสร้างทางอำนาจของความเป็นหลักวิชาได้บังคับให้ผู้แสวงหาความรู้ไม่มีเสรีภาพหรือทางเลือกที่จะกระทำหรือไม่กระทำสิ่งใด มีเพียงแต่หน้าที่ที่จะต้องกระทำตามสิ่งที่ถูกกำหนดมาแล้วล่วงหน้า ดังนั้นผู้แสวงหาความรู้จึงมี "หน้าที่" ที่จะต้องนำเสนอความรู้ที่ตายตัว ซึ่งการได้มาซึ่งความรู้ที่ตายตัว ถือว่าเป็นการสนองตอบต่อสายสัมพันธ์ทางอำนาจระหว่างตัวผู้ศึกษากับตัวหลักวิชา 
 
เมื่อพิจารณาระหว่างความรู้กับความเป็นหลักวิชาจะเห็นว่า ความรู้เป็นเรื่องของข้อเท็จจริง (Fact) และความจริง (Truth) อันเป็นสิ่งที่ปลอดจากคุณค่า (Value) และอคติ (Bias) ส่วนความเป็นหลักวิชาก็เป็นเรื่องของอำนาจที่เต็มไปด้วยคุณค่าและอคติ อย่างไรก็ตาม การที่ผู้แสวงหาความรู้ต้องอยู่ภายใต้โครงสร้างทางอำนาจของความเป็นหลักวิชา ทำให้ไม่สามารถที่แยกแยะอำนาจกับความรู้ออกจากกันได้อย่างชัดเจน นั่นเป็นเพราะอำนาจที่เกิดขึ้นจากความเป็นหลักวิชาได้บังคับให้เกิดการเลือกที่จะนำเสนอความรู้บางอย่างมากกว่าจะนำเสนอความรู้ทั้งหมด ด้วยเหตุนี้การนำเสนอความรู้ตามหลักวิชา จึงเป็นการเลือกสรรเอาความรู้ที่สามารถนำเสนอได้ และในขณะเดียวกันก็เก็บกดปิดกั้นความรู้อีกส่วนหนึ่งที่ไม่สามารถนำเสนอได้เอาไว้ (*) ดังนั้น จึงไม่มีอะไรรับประกันได้ว่าสิ่งที่ผู้แสวงหาความรู้ได้รับนั้นเป็นความรู้ทั้งหมด เพราะอาจเป็นทั้งหมดของความรู้ภายใต้ความเป็นหลักวิชานั้นมากกว่า 
 
Quote:
(*) ดู ทวีศักดิ์ เผือกสม, "ชาติพันธุ์วรรณาในจารึกวัดพระเชตุพนฯ: บูรพาคดีศึกษา, ภาพตัวแทนของความรู้และการเขียนตะวันตกของไทย," ใน รัฐศาสตร์สาร ปีที่ 22(2), (กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2543).
 
 
ดังนั้น ผู้แสวงหาความรู้จะแน่ใจได้อย่างไรว่า "ความรู้" ที่ได้รับจากการศึกษาตามหลักวิชานั้นเป็นความรู้ที่แท้จริง เพราะในที่สุดแล้ว ความรู้ที่สมบูรณ์แบบก็เป็นสิ่งที่หาไม่ได้ สิ่งที่จะบอกให้รู้ได้ก็เป็นเพียงความรู้ที่อยู่ในขอบข่ายของหลักวิชาเท่านั้น ซึ่งก็หาใช่ความรู้ทั้งหมดไม่ (*)อย่างไรก็ดี ความลังเลสงสัยดังกล่าวต้องถูกกดเก็บ เฉกเช่นเดียวกับความรู้ในส่วนที่ไม่สามารถนำเสนอได้ เพราะการติดอยู่ภายใต้พันธนาการของความเป็นหลักวิชา จึงทำให้ต้องเลือกระหว่าง "การดำเนินตามระเบียบวิธีของหลักวิชา" กับ "ความต้องการแสวงหาความรู้ที่แท้จริง" 
 
Quote:
(*) James Clifford, "Introduction: Partial Truth," in Writing Culture: The Poetics and Politics of Ethnography, ed. James Clifford and George E. Marcus (Berkeley, Los Angeles, London: University of California Press, 1986), p.8.
 
 
ดังเช่นที่คลิฟฟอร์ด เกียร์ซ (Clifford Greetz) เห็นว่า ผู้ที่ศึกษาอยู่ในสาขาวิชามานุษยวิทยา (Anthropology) จะต้องเลือกเอาอย่างใดอย่างหนึ่งระหว่างประสบการณ์ใกล้ตัว (Experience-near) และประสบการณ์ไกลตัว (Experience-distant) นั่นเป็นเพราะถ้าเขาเลือกที่จะยึดอยู่กับประสบการณ์ใกล้ตัว เขาก็จะหมกมุ่นอยู่กับเหตุการณ์เฉพาะหน้าและติดอยู่กับสำนวนภาษาของท้องถิ่นที่กำลังศึกษา แต่ถ้าเขาเลือกยึดอยู่กับประสบการณ์ไกลตัว เขาก็จะติดอยู่กับนามธรรมและศัพท์แสงทางวิชาการ (Jargon) (*) กระนั้นก็ดี การเข้าถึงความรู้ก็จำเป็นต้องอาศัยเครื่องมือและระเบียบวิธีในหลักวิชาที่เกี่ยวข้อง เพื่อใช้ในการแสวงหาความรู้และนำไปสู่การจำแนกแยกแยะองค์ประกอบของความรู้ว่าประกอบขึ้นจากสิ่งใด 
 
Quote:
(*) อคิน รพีพัฒน์, "ทัศนะของคนใน ความเข้าใจของคนนอก," ใน วัฒนธรรมคือความหมาย: ทฤษฎีและวิธีการของคลิฟฟอร์ด เกียร์ซ, (กรุงเทพฯ: ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร, 2551), หน้า 145-149.
 
 
ภายใต้กลไกของความเป็นหลักวิชา จำเป็นต้องอาศัย "ภาษา" (Language) เป็นเครื่องมือในการถ่ายทอดและเผยแพร่ความรู้ เพราะหากพิจารณาจากลักษณะดั้งเดิมของความรู้ที่มีลักษณะเป็นนามธรรม เลื่อนลอยไม่สามารถจับต้องได้ ก็ถือได้ว่าภาษาทำหน้าที่เป็นตัวกลางที่จะทำให้เราสามารถเรียนรู้และเข้าใจความรู้ได้ โดยเฉพาะภาษาที่ใช้ในทางหลักวิชา หรือภาษาทางวิชาการ (Academic Language) ซึ่งถูกใช้เป็นเครื่องมือในการติดต่อสื่อสารและเผยแพร่ความรู้ โดยภาษาทางวิชาการมักอ้างความชอบธรรมและความน่าเชื่อถือของตน ผ่านการอ้างความเป็นกลางหรือความเป็นวิทยาศาสตร์ด้วยวิธีการต่างๆ (*) นั่นเป็นเพราะความเป็นวิทยาศาสตร์ทำให้ความรู้ที่เผยแพร่ออกมาถูกยอมรับโดยไม่มีการตั้งข้อสงสัย (Taken-for-granted) ว่าเป็นรูปแบบความรู้ที่สูงสุด เป็นสิ่งที่มีเหตุมีผล (Rational) ปราศจากคุณค่า (Values) และอคติ (Bias) ตลอดจนมีความเป็นวัตถุวิสัย (Objective) ด้วย (**) 
 
Quote:
(*) ดูตัวอย่างการอ้างความเป็นวิทยาศาสตร์โดยอาศัยวิธีการทางสถิติได้ในงานของธัญลักษณ์ เหลืองวิสุทธิ์, วรรณกรรมโพล: วิทยาศาสตร์ ความจริงและโวหารของการวิจัยเชิงสำรวจ, (กรุงเทพฯ: วิภาษา, 2543). 
 
(**) ธัญลักษณ์ เหลืองวิสุทธิ์, วรรณกรรมโพล: วิทยาศาสตร์ ความจริงและโวหารของการวิจัยเชิงสำรวจ, (กรุงเทพฯ: วิภาษา, 2543), หน้า 84.
 
 
 
นอกจากนี้ภาษาทางวิชาการยังอ้างเรื่องความเป็นตัวแทน (Representation) ว่าเป็นภาพแสดงหรือตัวแทนโลกแห่งความเป็นจริง หรือโลกของความคิดที่ไม่มีการเพิ่มเติมเสริมแต่งใดๆ ทั้งสิ้น ฉะนั้นการนำเสนอ การพูด การเขียนถึงสิ่งใดๆ ในทางวิชาการ จึงเป็นการสะท้อนถึงสิ่งเหล่านั้น ซึ่งไม่แตกต่างไปจากการทำงานของกระจกเงาที่สะท้อนให้เห็นถึงวัตถุที่มาตกกระทบ (*) 
 
Quote:
(*)ไชยรัตน์ เจริญสินโอฬาร, ภาษากับการเมือง / ความเป็นการเมือง, (กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2551), หน้า 421-422.
 
 
เมื่อเป็นเช่นนี้ ภาษาทางวิชาการจึงมักกล่าวอ้างตนเองว่าเป็นภาษาของความจริง เพราะพูดถึงแต่ข้อเท็จจริง (Fact) และไม่มีอคติหรือความลำเอียงใดๆ เข้ามาเจือปน นอกจากนี้ยังเป็นภาษาที่เป็นสากล เปิดกว้างให้กับทุกคนที่เข้ามาศึกษาภายใต้ศาสตร์แขนงนั้นๆ สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ ด้วยเหตุนี้ ภาษาทางวิชาการจึงกลายเป็นอำนาจรูปแบบหนึ่งซึ่งมาในคราบของความรู้และความจริง ผ่านกลไกของการเป็นตัวแทน (Representation) โดยในความเห็นของ ไมเคิล ชาพิโร (Michael Shapiro) การเป็นตัวแทนหรือการนำเสนอของภาษาทางวิชาการนั้น ไม่ใช่เรื่องของการสะท้อนความเป็นจริงแต่อย่างใด แต่เป็นเรื่องของการสร้างความหมายและคุณค่าให้กับสิ่งนั้น ซึ่งทำให้ผู้ที่ศึกษาไม่เกิดความสงสัยหรือตั้งคำถามกับสิ่งที่ตนกำลังศึกษาอยู่ เพราะว่าเกิดความคุ้นชินกับการนำเสนอจนเห็นว่า วิธีการนำเสนอกับสิ่งที่ถูกนำเสนอเป็นสิ่งเดียวกัน (*) 
 
Quote:
(*) ไชยรัตน์ เจริญสินโอฬาร, ภาษากับการเมือง / ความเป็นการเมือง, หน้า 423.
 
 
หรืออาจกล่าวได้ว่า ภาษาภายใต้กลไกของความเป็นหลักวิชา เป็นสิ่งที่เหนี่ยวดึงให้ผู้ศึกษาเข้ามาติดอยู่ในพันธนาการของหลักวิชานั้น จนต้องยอมปฏิบัติตามระเบียบวิธี ซึ่งพันธนาการดังกล่าวก็ทำให้ผู้ศึกษาสามารถที่จะกล่าวอ้างได้ว่า ความรู้ที่ตนได้รับมานั้นเป็นความรู้ที่แท้จริง เพราะได้อาศัยเครื่องมือที่เรียกว่า วิธีการวิทยา (Methodology) เข้ามาช่วยเหลือ (*) ตลอดจนศัพท์แสงทางวิชาการที่ใช้ในการศึกษาและเผยแพร่ ก็แสดงให้เห็นถึงความน่าเชื่อถือและเป็นกลางสอดคล้องกับหลักวิชาที่ตนกำลังศึกษา 
 
Quote:
(*) ธเนศ วงศ์ยานาวา, "ชาติพันธุ์วรรณาในความเป็นซับเจคของนักมานุษยวิทยา: จริยธรรมระหว่างการหาความจริงและการสร้างความจริง," ใน รัฐศาสตร์สาร ปีที่ 25(3), (กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2546), หน้า 179-180.
 
 
วิธีการที่ใช้ในการถ่ายทอดความรู้ทางวิชาการ สามารถกระทำได้ผ่าน "การเขียน" (Writing) เพราะการเขียนถือว่าเป็นกระบวนการหนึ่งที่สามารถ "ดึง" เอาความรู้ซึ่งเป็นสิ่งที่เป็นนามธรรมให้กลายเป็นสิ่งที่เป็นรูปธรรมและสามารถรับรู้ได้ในเชิงประจักษ์ อีกทั้งการเขียนยังเป็นกระบวนการ "แช่แข็ง" (Freeze) ความรู้ ที่ถูกเขียนถึงเอาไว้ และแปลงเปลี่ยนให้กลายเป็นความรู้ในขณะเวลาและสถานที่นั้น ในแง่นี้การเขียนจึงถือว่าเป็นความพยายามในการรักษา (Preservation) ความรู้เอาไว้ หรืออีกนัยหนึ่งคือความพยายามที่จะรักษา "สภาวะดั้งเดิมของสรรพสิ่ง" ให้คงที่ไม่เปลี่ยนแปลง (*) 
 
Quote:
(*) ธเนศ วงศ์ยานนาวา, "ภาพตัวแทน...สิ่งที่แทนไม่ได้," ใน จุลสารไทยคดีศึกษา ปีที่ 12(1), (สิงหาคม-ตุลาคม 2538), หน้า 16.
 
 
ในทางวิชาการที่อาศัยการเขียนเป็นวิธีการในการถ่ายทอดความรู้นั้น ก็ทำให้การเขียนจำเป็นที่จะต้องอ้างอิงกับจารีตปฏิบัติหรือลักษณะตามแบบฉบับของหลักวิชา ซึ่งในที่นี้คือ จารีตปฏิบัติในทางวิชาการ ซึ่งในกรณีของการเขียนทางวิชาการ จารีตปฏิบัติดังกล่าวก็คือ บรรดามโนทัศน์และศัพท์เทคนิคทางวิชาการ ด้วยเหตุนี้การเขียนความรู้ทางวิชาการจึงเป็นการเลือกเขียนถึงความรู้ตามมโนทัศน์ที่สามารถนำเสนอได้ โดยเป็นการเลือกนำเสนอ "บางด้าน" ของความรู้ ซึ่งในการเลือกบางด้านของความรู้มาเขียน ก็ทำให้การเลือกกลายเป็นกระบวนการสำคัญที่จะสถาปนาเอาความรู้บางอย่างขึ้นมา ในขณะเดียวกันก็กดเก็บปิดกั้นความรู้บางอย่างเอาไว้ด้วย (*) ดังนั้น การที่ความรู้ถูกเลือกมานำเสนอเพียงส่วนเดียว ก็ทำให้ความรู้ที่ได้นั้นไม่ได้เป็นภาพทั้งหมดของความรู้ เพราะการนำเสนอภาพความรู้บางส่วนทำให้ภาพความรู้ในส่วนที่ถูกนำเสนอถูกตรึงอยู่กับที่ ในขณะที่ความรู้ในส่วนที่ไม่ได้ถูกนำเสนอกลายเป็นสิ่งที่เคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงไป 
 
Quote:
(*) ดูตัวอย่างการเขียนถึงตะวันตกของสยามในสมัยรัชกาลที่ 3 ผ่าน "โคลงต่างภาษา" จากจารึกในวัดพระเชตุพนฯ ได้ในงานของทวีศักดิ์ เผือกสม, "ชาติพันธุ์วรรณาในจารึกวัดพระเชตุพนฯ: บูรพาคดีศึกษา, ภาพตัวแทนของความรู้และการเขียนตะวันตกของไทย," ใน รัฐศาสตร์สาร ปีที่ 22(2), (กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2543). หน้า 69 - 91.
 
 
ฉะนั้นการเขียนความรู้ภายใต้หลักวิชา จึงเป็นการแช่แข็ง ยึดตรึง ความรู้ในห้วงขณะเวลาและสถานที่หนึ่งเอาไว้ เพื่อไม่ให้ความรู้เลื่อนไหลและหลุดลอยออกไปจนไม่สามารถแสวงหาแก่นสารได้ ดังนั้นการเขียนและการสร้างภาพตัวแทนของความรู้เกี่ยวกับสิ่งต่างๆ จึงไม่แตกต่างจากการสร้างพิพิธภัณฑ์ที่ตรึงความรู้เอาไว้เพื่อให้คนได้ "ชมเล่น" และดูเหมือนว่าผู้ประพันธ์สำนึกได้เป็นอย่างดีถึงการเปลี่ยนแปลงที่กำลังเกิดขึ้น อันอาจจะมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงของสิ่งที่ถูกเขียนถึง (*) แต่ถึงแม้สิ่งที่ถูกเขียนถึงจะเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลง แต่กระนั้นผู้ประพันธ์ก็เชื่อว่าจะสามารถทำให้ความรู้นั้นหยุดเคลื่อนไหวเพื่อให้สามารถศึกษาทำความเข้าใจได้ 
 
Quote:
(*) ทวีศักดิ์ เผือกสม, "ชาติพันธุ์วรรณาในจารึกวัดพระเชตุพนฯ: บูรพาคดีศึกษา, ภาพตัวแทนของความรู้และการเขียนตะวันตกของไทย," ใน รัฐศาสตร์สาร ปีที่ 22(2), (กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2543), หน้า 88.
 
 
ก้าวไปสู่ดินแดนแห่งความแปลกใหม่: 
การศึกษามานุษยวิทยาจากบทบันทึกของนักเดินทาง 
ในต้นคริสต์ศตวรรษที่ 17 ลักษณะหลักของการเขียนบันทึกการเดินทางที่เป็นที่นิยมทั้งในหมู่ของนักเดินทางและนักอ่านคือ งานที่มีลักษณะตอบสนองต่อความคาดหวังว่า จะได้อ่านพบเรื่องราวที่แปลกประหลาดมหัศจรรย์พันลึก (The strange and marvelous) ซึ่งทำให้งานเขียนที่พรรณนาการเดินทางแทบทั้งหมดตกอยู่ภายใต้ภาพของความ "น่าตื่นเต้นอัศจรรย์ใจ" งานเขียนเช่นนี้จึงเป็นงานที่เขียนเกี่ยวกับสิ่งที่ตนเองได้พบเห็น โดยเล่าบรรยายผสมผสานเข้ากับเรื่องราวแปลกประหลาด (Exotic) (*) แต่แท้ที่จริงแล้ว บันทึกการเดินทางที่เขียนเรื่องราวความแปลกประหลาดที่นักเดินทางพบเห็นนั้น ก็เป็นไปเพื่อสร้างพื้นที่พิเศษให้กับสิ่งที่ตนเองเขียนขึ้นมา หรืออีกนัยหนึ่งถือว่าเป็นการสถาปนาอำนาจพิเศษที่ทำให้ตัวนักเดินทางมีอำนาจเหนือสิ่งที่ถูกเขียนถึง ด้วยการอาศัยประสบการณ์ของตนเป็นพื้นฐาน ด้วยเหตุนี้ นักเดินทางจึงต้องพยายามที่จะแสดงออกตลอดเวลาว่า ตนเองกับสิ่งที่ถูกเขียนถึงนั้นมีความแตกต่างกัน และจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องแยกตัวเองออกจากสิ่งที่ถูกเขียนถึงเพื่อรักษาระยะห่าง และเพื่อเป็นการสร้างความเป็นวัตถุวิสัย (Objective) ให้กับสิ่งที่ถูกเขียนถึง เมื่อเป็นเช่นนี้ก็ทำให้สิ่งที่ถูกเขียนถึงกลายเป็นสิ่งที่อยู่ในฐานะของ "ความเป็นอื่น" (Otherness) ด้วยเหตุนี้ การเขียนบันทึกการเดินทางจึงกลายเป็นพื้นที่ซึ่งใช้ในการเปรียบเทียบระหว่างมาตรฐานของผู้ประพันธ์กับสิ่งที่ถูกเขียนถึง ซึ่งแน่นอนว่า ผู้ประพันธ์ย่อมยึดเอามาตรฐานของตนเองเป็นหลัก ในขณะเดียวกันก็มองสิ่งที่ตนพบเห็นว่าเป็นสิ่งแปลกประหลาด ล้าหลังไปโดยปริยาย 
 
Quote:
(*) ทวีศักดิ์ เผือกสม, "ชาติพันธุ์วรรณาในจารึกวัดพระเชตุพนฯ: บูรพาคดีศึกษา, ภาพตัวแทนของความรู้และการเขียนตะวันตกของไทย," หน้า 43.
 
 
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนคือ งานเขียนในช่วงศตวรรษที่ 19 ซึ่งตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของวาทกรรม (Discourse) ที่เอ็ดเวิร์ด ซาอิด (Edward Said) เรียกว่า Orientalism หรือ บูรพาคดีศึกษา โดยซาอิดได้สรุปไว้ว่า Orientalism คือ วิธีการแบบที่ตะวันตกใช้สำหรับก่อโครงร่างของตะวันออกขึ้นมาใหม่ (Restructuring) เพื่อสร้างอำนาจอันชอบธรรมให้กับตะวันตกในการเข้าไปครอบงำตะวันออก (*) หรืออีกนัยหนึ่งก็คือ การศึกษาและอธิบายเกี่ยวกับคนที่ไม่ใช่ตะวันตก โดยเฉพาะชาวตะวันออก ซึ่งสะท้อนให้เห็นความสัมพันธ์เชิงอำนาจที่สถาปนาการดำรงอยู่ของ "คนอื่น" เพื่อที่จะยืนยันการสร้างเอกลักษณ์ที่เหนือกว่าของสังคมตะวันตก มากกว่าจะพูดถึงการดำรงอยู่และชีวิตของผู้คนในโลกตะวันออก 
 
Quote:
(*) Edward Said, Orientalism, (London: Routledge & Kegan Paul, 1978), p 3.
 
 
ภาพของความเป็นตะวันออกภายหลังจากที่ปรากฏในงานของเอ็ดเวิร์ด ซาอิด (Edward Said) ก็มีความหมายซับซ้อนมากขึ้น คือ ไม่ได้มีความหมายเพียงแต่การเป็นทิศตะวันออกของตะวันตกเท่านั้น แต่หมายถึงความป่าเถื่อน ล้าหลัง แปลกหูแปลกตา น่าพิศวง ลึกลับน่าค้นหา ดังนั้นการก้าวย่างเข้าไปในดินแดนแปลกใหม่จึงเป็นสิ่งที่น่าสนใจ เพราะนอกจากจะเข้าไปเพื่อดูว่าสิ่งที่ได้รับรู้เกี่ยวกับดินแดนดังกล่าวนั้นเป็นอย่างไรแล้ว ยังควบคู่ไปกับการแพร่ขยายแนวความคิดและอิทธิพลของตะวันตกไปในตัวด้วย ฉะนั้นสิ่งที่จะได้รับเกี่ยวกับดินแดนแปลกใหม่ จึงเป็นความรู้ที่ไม่เพียงแต่จะถูกนำมาใช้เพื่อทำความเข้าใจและเรียนรู้เกี่ยวกับดินแดนแปลกใหม่เท่านั้น หากแต่ยังถูกใช้เป็นพื้นฐานสำคัญเพื่อให้ตะวันตกเข้าไปครอบงำด
แนะนำเมื่อ 28พ.ย. 54
0ความคิดเห็น

แสดงความคิดเห็น

 

 

กรุณา Login เข้าระบบก่อนแสดงความคิดเห็น หรือสมัครสมาชิกใหม่ คลิกที่นี่

 

 

จำนวนการเข้าชม: 1,465,927 ครั้ง