แผนงานสร้างเสริมวัฒนธรรมการอ่าน Reading Culture Promotion Program

เข้าสู่ระบบ
ลืมรหัสผ่าน

ค้นหา

บทความงานวิจัย

หมวดหมู่

จากเมรุสู่แผง... การเดินทางของ 'หนังสืองานศพ'

 

 
แกะรอยการเดินทางไกลของหนังสืองานศพ ที่ไม่ได้เป็นแค่ของที่ระลึก แต่ลึกลับซับซ้อน และกลายเป็นธุรกิจทำเงินหลักล้าน 
 
หมายเหตุ : 
เนื่องจากผู้ให้สัมภาษณ์หรือผู้เปิดเผยข้อมูลในเรื่องนี้ ไม่ต้องการจะแสดงตัวตน หรือภาพถ่ายใดๆ นอกจากนี้แล้วยังไม่ต้องการที่จะเอ่ยถึงชื่อหนังสืองานศพเล่มใดเล่มหนึ่งอีกด้วย เพราะต้องการให้เกียรติกับเจ้าภาพงานศพ และผู้เสียชีวิต เนื่องจากวิธีการได้มาซึ่งหนังสืองานศพ ก่อนจะถูกนำไปขายอีกทอดหนึ่งนั้น เป็นเรื่องค่อนข้างละเอียดอ่อน และไม่ปรารถนาจะให้ผู้จัดพิมพ์หนังสืองานศพเกิดความรู้สึกในทางลบ ดังนั้น งานเขียนชิ้นนี้จึงไม่ต้องการจะเปิดเผยชื่อบุคคล และหนังสืองานศพของผู้วายชนน์ 
 
ในตลาดหนังสือบ้านเราที่ปรากฏให้เห็นหนังสือมากมายหลายประเภทนั้น....หนังสืองานศพก็เป็นหนังสืออีกหมวดหนึ่งที่ถือเป็นธุรกิจที่มีมาอย่างยาวนาน และเป็นตลาดเฉพาะที่มีลูกค้า และวิธีการบางอย่างที่แตกต่างจากตลาดหนังสือทั่วๆไป 
 
ไม่ว่าจะเป็นในอดีตหรือปัจจุบัน เนื้อหาสาระของหนังสืองานศพใช่ว่าจะมีแต่ประวัติและคุณงามความดีของผู้ตาย ตลอดจนคำไว้อาลัยที่ถ่ายทอดจากความรู้สึกของญาติพี่น้อง และเพื่อนสนิทมิตรสหายที่มีต่อคนตายเท่านั้น แต่ยังมีเนื้อหาอื่นๆ ด้วย ซึ่งบางเล่มมีคุณค่ามากมาย ไม่สามารถจะหาซื้ออ่านได้ในตลาดหนังสือทั่วไป จนบางเล่มกลายเป็นหนังสือหายาก และมีราคาสูงลิ่ว 
 
หนังสืองานศพในยุคแรกๆ น่าจะเกิดขึ้นในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว หรือรัชกาลที่ 5 ซึ่งพระองค์ทรงโปรดเกล้าฯ ให้พิมพ์แจกในงานพระเมรุพระศพสมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ พระบรมราชเทวี และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้ากรรณาภรณ์เพชรรัตน์ เมื่อพ.ศ. 2423 เป็นหนังสือ “สาราทานปริยายกถามรรค” เนื้อหาเป็นแนวธรรมว่าด้วยบทสวดมนต์ต่างๆ รูปแบบมิได้เป็นหนังสือเล่มที่พิมพ์ด้วยกระดาษ แต่เป็นการจารลงในใบลานเป็นอักษรขอมก่อนจะถูกนำมาแปลเป็นภาษาอีกทีหนึ่ง 
 
โดยตามหลักฐานมีการพิมพ์จำนวน 10,000 ฉบับ เพื่อพระราชทานให้วัดวาอารามในยุคนั้นทั่วราชอาณาจักร โดยถือเป็นหนังสือสวดหนังสือสวดมนต์เล่มแรกที่ตีพิมพ์ในประเทศไทยด้วย 
 
แม้จะเชื่อกันว่าหนังสือ “สาราทานปริยายกถามรรค” เป็นหนังสืองานศพเล่มแรกที่เกิดขึ้นในสังคมไทย แต่ถึงกระนั้นก็ยังมีหลักฐานการพบข้อมูลใหม่อื่นๆ อีก โดยเชื่อกันอีกว่าน่าจะเกิดขึ้นในช่วงปี พ.ศ.2411 เนื่องจากพบว่ามีหนังสือแจกในงานพระเมรุรัชกาลที่ 4 เป็นหนังสือเรื่อง "พระอะไภยมะณี" (พระอภัยมณี)...จัดพิมพ์เป็นเล่มที่โรงพิมพ์ครูสมิท (มิชชันนารีอังกฤษ) พิมพ์จำนวน 120 ชุด แต่ละชุดมี 20 เล่มจบ และหนังสือเล่มนี้เองน่าจะเป็นหนังสืองานศพเล่มแรก และอาจเป็นหนังสือแจกงานศพเล่มเก่าที่สุด 
 
นั่นเป็นข้อมูลเกี่ยวกับการเริ่มต้นการจัดทำหนังสืองานศพในบ้านเรา เท่าที่มีหลักฐานปรากฎ ....แต่ถึงกระนั้นก็มิใช่บทสรุปที่ชัดเจน 
 
และอย่างที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้นว่า ในตลาดหนังสือบ้านเรา หนังสืองานศพกลายเป็นธุรกิจหนังสืออีกหมวดหนึ่งที่มีการเติบโต มีลูกค้า และมีลักษณะเฉพาะตัวที่แตกต่างจากหนังสือทั่วไป 
 
แต่สิ่งที่น่าสนใจที่สุดก็คือ การเดินทางของหนังสืองานศพแต่ละเล่ม ก่อนที่มันจะมาอยู่ในร้านและบนแผงหนังสือ ทั้งๆ ที่เป็นหนังสือที่จัดพิมพ์ขึ้นเพื่อแจกเป็นที่ระลึกให้กับผู้ที่มาร่วมฌาปณกิจศพผู้ที่ตายจากไป 
 
แล้วเขาได้หนังสืองานศพมาวางขายด้วยวิธีการใด... 
 
ใครตาย-วัดไหน-เผาเมื่อไหร่? 
 
จากคำบอกเล่าของนักเลงหนังสืองานศพมืออาชีพ ที่ยินยอมเปิดเผยถึงวิธีการทำงานเพื่อนำหนังสืองานศพไปขายในตลาด 
 
เขาบอกว่าสิ่งแรกที่ต้องรู้ คือ...ใครตาย? 
 
อันดับแรก ต้องรู้ว่าคนที่ตายนั้นเป็นใคร โดยข้อมูลเหล่านี้หาได้ง่ายที่สุดจากสื่อแขนงต่างๆ โดยเฉพาะบุคคลสำคัญ หรือคนในวงสังคม เช่น นายทหาร เจ้านายชั้นสูง นักการเมือง นักแสดง นักร้อง ฯลฯ 
 
ผู้คนที่นิยมจัดทำหนังสือแจกในงานศพ ส่วนมากผู้ตายจะเป็นคนที่มีฐานะ มีชื่อเสียง หรือไม่ก็เป็นผู้ที่สังคมให้การนับหน้าถือตา แต่สำหรับระดับชาวบ้านแล้ว จะไม่นิยมการพิมพ์หนังสือแจก เว้นเสียแต่มีของชำร่วยที่ระลึกเล็กๆน้อยๆ เช่น ยาหม่อง พวงกุญแจ หรือถ้าเป็นหนังสือก็จะเป็นหนังสือที่เหมาซื้อจากร้าน มิใช่หนังสือที่จัดพิมพ์เพื่องานศพคนตายโดยเฉพาะ เพียงแต่ติดสติกเกอร์เพื่อให้ดูเป็นหนังสือที่ระลึกสำหรับงานศพเท่านั้น 
 
แหล่งข่าวที่ดีคือ หนังสือพิมพ์รายวัน ที่แจ้งหมายกำหนดการเกี่ยวกับงานศพบุคคลต่างๆ ในแต่ละวัน ซึ่งบางคนที่ตายอาจจะเป็นบุคคลสำคัญ แต่ไม่ได้เป็นข่าว 
 
ดังนั้น ศพของคนที่มีชื่อเสียง จึงน่าสนใจที่สุด เพราะจะมีการพิมพ์หนังสืองานศพที่ดีแจก 
 
จากนั้นก็ต้องตรวจสอบให้แน่ชัดว่า ตั้งศพอยู่ที่วัดไหน กี่วัน หรือกี่เดือน และจะเผาเมื่อไหร่ ส่วนใหญ่จะแจกหนังสือกันวันนั้น 
 
ต้องเนียนและรู้กาละเทศะ 
 
ในสังคมไทย การไปร่วมงานศพในแต่ละงานนั้น ต้องยอมรับว่ายากที่จะตรวจสอบได้ว่าใครเป็นใคร 
 
และไม่มีเจ้าภาพงานศพคนไหน ที่จะเดินถามคนนั้นคนนี้ว่า..คุณเป็นใคร เป็นญาติฝ่ายไหน หรือรู้จักกับผู้ตายหรือไม่ ....เพราะนอกจากจะเสียมารยาทอย่างรุนแรงแล้ว ยังไม่ให้เกียรติกับแขกผู้มาร่วมงานอีกด้วย 
 
นี่เป็นเหตุผลและความจริงอย่างหนึ่งในงานศพ ซึ่งเจ้าภาพจะไม่ทำตัวเสียมารยาทเช่นนั้นอย่างแน่นอน เช่นเดียวกันในวันเผาศพ อันเป็นวันสุดท้ายที่จะมีผู้มาร่วมอำลาอาลัยเป็นครั้งสุดท้าย 
 
“ถ้าจะบอกว่างานศพเป็นงานสาธารณะก็ย่อมได้”นักเล่นหนังสืองานศพอธิบาย “โดยเฉพาะวันเผาศพ...คุณสามารถจะต่อแถวแขกคนอื่นๆ ที่มาร่วมงาน แล้วเดินไปวางดอกไม้จันท์และลงมารับแจกหนังสืองานศพได้เลย....ไม่มีใครมาถามคุณหรอกว่าเป็นญาติฝ่ายไหน” 
 
นักเลงหนังสืองานศพบอกว่า...แม้จะมีความตั้งใจไปรับแจกหนังสืองานศพ แต่ต้องมีจรรยาบรรณและต้องทำตัวให้เนียนด้วย 
 
“อันดับแรกต้องรู้ว่าเป็นงานศพของคนระดับไหน มีชื่อเสียงหรือไม่ และคนตายมีอาชีพอะไร เวลาไปงานเผาศพจะต้องแต่งเนื้อแต่งตัวให้ถูกกาลเทศะกับงาน และเป็นการให้เกียรติกับคนตาย” 
 
ที่สำคัญ ต้องทำตัวให้กลมกลืนกันงานเผาศพนั้นๆ เช่น งานเผาศพของบุคคลมีชื่อเสียง หรือบุคคลสำคัญ ต้องแต่งตัวให้ดูดี อาจใส่สูทผูกเนคไทสีดำ เสื้อข้างในสีขาว หรือไม่ก็ใส่กางเกงและเสื้อทรงชุดพระราชทาน แต่ถ้าเป็นงานเผาศพของบรรดาศิลปิน อาจจะแต่งให้ดูเป็นศิลปินเช่นกัน ให้เข้ากับบรรยากาศของงาน 
 
“ถ้าเป็นนักการเมืองที่สำคัญ หรือคนดัง...คุณจะใส่รองเท้าแตะไปงานไม่ได้เลย คุณต้องแต่งตัวให้ดูดีและเนียนไว้ก่อน” 
 
มีเครือข่ายและเดินสายทั่วประเทศ 
 
ในกลุ่มคนที่แสวงหาหนังสืองานศพเพื่อนำมาขายนั้น แม้จะไม่ได้รวมกลุ่มกันเป็นทีม แต่ก็เป็นเครือข่ายที่รู้กัน แม้จะแยกกันทำงานก็ตาม 
 
“ถ้าเป็นงานเผาศพของคนดัง มีหนังสือแจกงานศพน่าสนใจ และที่เป็นต้องการในตลาดอย่างแน่นอนแล้ว การที่จะได้หนังสืองานศพหลายๆ เล่มเพื่อนำไปขายต่อ นอกจากจะใช้วิธีเวียนขึ้นไปวางดอกไม้จันท์บนเมรุหลายๆ รอบแล้ว บางทีก็ต้องจ้างคนอื่นๆ ที่อยู่ในเครือข่ายหลายๆ คน ให้ขึ้นไปเผาศพด้วย” 
 
อีกวิธีหนึ่งก็คือเจ้าหน้าที่วัดที่ดูแลงานศพนั่นเอง ซึ่งบางแห่งหนังสืองานศพจะเล็ดลอดผ่านมาทางเจ้าหน้าที่วัด 4-5 เล่มบ้าง แต่บางแห่งได้เป็นห่อ เพราะเจ้าภาพยินดีให้อยู่แล้ว หรือถ้าเหลือมากๆ ก็ไม่อยากจะเป็นภาระในการยกกลับ จึงมอบให้กับทางวัด นี่จึงเป็นอีกช่องทางหนึ่งที่หนังสืองานศพเดินทางสู่แผงขายหนังสือเก่าได้ 
 
“สำหรับต่างจังหวัดนั้น ต้องเป็นงานเผาศพคนดังหรือบุคคลสำคัญจริงๆ จึงจะไป...แต่บางครั้งก็ฟาวล์เหมือนกัน ในกรณีที่เจ้าภาพจัดพิมพ์พิเศษ มีจำนวนจำกัดและต้องใช้การ์ดเชิญสำหรับการแลกเปลี่ยนเพื่อรับหนังสืองานศพเท่านั้น” 
 
ในกรณีนี้ นักเล่นหนังสืองานศพ ยกตัวอย่างงานศพนักเขียนชื่อดังคนหนึ่งที่เชียงใหม่ ซึ่งมีการจัดพิมพ์หนังสือให้แขกที่ได้รับการ์ดเชิญโดยเฉพาะ เขา จึงไม่ได้หนังสืองานศพเล่มจริงติดไม้ติดมือกลับมา 
 
แต่สิ่งที่คนทั่วไปไม่รู้ คือ หนังสืองานศพของข้าราชการชั้นสูงต่างๆ ซึ่งมักจะมีหน่วยงานที่ผู้ตายเคยสังกัดร่วมจัดพิมพ์ให้ นอกเหนือจากเล่มที่ญาติพี่น้องจัดพิมพ์แจกนั้น บางรายหลังจากแจกแล้ว ที่เหลือส่วนมากจะถูกแอบนำไปขายให้กับร้านหนังสือทันที 
 
เย็นเผา-เช้าขาย 
 
นักขายและนักเล่นหนังสืองานศพ ยังเปิดเผยถึงวิธีการได้มาของหนังสือ และการขายอีกว่า งานเผาศพของเหล่าบรรดาศิลปินและนักร้องรุ่นใหญ่ที่เป็นอมตะ เป็นอีกงานหนึ่งที่น่าสนใจ เนื่องจากงานศพของบุคคลเหล่านี้ จะต้องพิมพ์หนังสือแจกอย่างแน่นอน 
 
"เนื่องจากงานศพของบุคคลที่เป็นศิลปิน ทั้งนักเขียน นักร้อง หรือจิตรกรที่มีชื่อเสียงโด่งดัง จะต้องมีการพิมพ์หนังสือเพื่อแจกในวันเผาศพอย่างแน่นอน และต้องเป็นหนังสือเล่มพิเศษด้วย โดยเฉพาะการรวบรวมข้อมูลผลงานของผู้ตายเอาไว้ในเล่ม จะเป็นข้อมูลที่สมบูรณ์มาก และที่พิเศษมากกว่านั้นบางศพจัดพิมพ์หนังสือหลายเล่ม พร้อมมีแผ่นซีดีเพลง จัดเป็นแพกเก็จแจกในงานวันเผาเลยทีเดียว" 
 
แต่นักเล่นหนังสืองานศพก็บอกว่า ราคาหนังสืองานศพของกลุ่มคนที่เป็นศิลปินสาขาต่างๆ นั้น เมื่อนำไปปล่อยในตลาด บางเล่มจะราคาไม่สูงนัก แต่ก็ขายได้เร็ว 
 
"อย่างหนังสือสองสามีภรรยาที่เป็นศิลปินแห่งชาติ จะแจกหนังสือและแผ่นซีดีเพลงเป็นชุดเลย คือเผาตอนเย็นพอตอนเช้าก็มีหนังสืองานศพวางขายในร้านเลย แต่ราคาไม่แพงนัก" 
 
แต่ถึงอย่างไร ความดังของศิลปินกับหนังสืองานศพที่แจก ก็ไม่ใช่ตัวประกันราคาขายเสมอไป ยกตัวอย่าง นักร้องแนวคันทรี่คนหนึ่งที่เสียชีวิตด้วยอุบัติเหตุทางรถยนต์ แม้ชื่อเสียงจะเป็นที่รู้จักกันดี แต่หนังสืองานศพกลับขายไม่ดีในตลาด 
 
ตลาดและลูกค้าหนังสืองานศพ 
 
หนังสืองานศพเมื่อหลุดพ้นจากเมรุไปสู่ร้านขายหนังสือแล้ว นั่นก็หมายถึงเป็นการทำธุรกิจอีกอย่างหนึ่ง และธุรกิจก็จำเป็นต้องมีตลาดและลูกค้าด้วย ถ้าจะแบ่งตลาดหนังสืองานศพแล้ว มีอยู่ 2 ระดับด้วยกันคือ ตลาดบน และ ตลาดล่าง 
 
โดยความหมายแล้ว ตลาดบน จะเป็นร้านที่เป็นกิจลักษณะ เป็นร้านขนาดใหญ่ จำนวนหนังสือมีมาก มีการจัดหมวดหมู่ หรือระบบของหนังสือเป็นอย่างดี โดยร้านเหล่านี้มักจะออกงานใหญ่ระดับชาติ และมีหนังสืองานศพให้เลือกจำนวนมาก ตั้งแต่ระดับบุคคลสำคัญ พระสงฆ์ ไปจนถึงสามัญชนคนธรรมดา 
 
แต่สำหรับ ตลาดล่าง ส่วนมากจะเป็นแผงขายหนังสือเก่าๆ ทั่วไป ที่มักจะปรากฎให้เห็นตามย่านตลาดขายของเก่า หรือไม่ก็ตามตลาดนัด จำนวนหนังสือมีไม่มาก และไม่มีร้านที่เป็นหลักแหล่ง 
 
ส่วนลูกค้าที่ชอบซื้อหนังสืองานศพนั้น แบ่งได้ 3 กลุ่มด้วยกันคือ 
 
1.ตัวจริง ส่วนมากแล้วลูกค้าประเภทนี้จะหลงใหลหนังสืองานศพเป็นชีวิตจิตใจ ชนิดที่ว่าเห็นหนังสืองานศพเป็นไม่ได้ ยิ่งเป็นหนังสืองานศพเก่าๆของบุคคลสำคัญในสาขาอาชีพต่างๆ ด้วยแล้ว เรื่องราคาซื้อถึงไหนถึงกัน 
 
2.พวกเก็งกำไร คนเล่นหนังสืองานศพประเภทนี้จะเป็นการลงทุนซื้อ เพื่อนำไปขายต่ออีกทอดหนึ่ง เป็นการทำธุรกิจอย่างหนึ่ง เช่นเดียวกับเซียนพระเครื่อง 
 
3.ต้องการเรื่องราวในเนื้อหาหนังสืองานศพอย่างแท้จริง ลูกค้าประเภทนี้ส่วนมากจะแสวงหาเรื่องราวที่ตนเองอยากรู้ เพราะหนังสืองานศพบางเล่มนั้น เนื้อหามีคุณค่าและหาอ่านไม่ได้ในหนังสือทั่วๆ ไป โดยเฉพาะเนื้อหาเชิงประวัติศาสตร์ที่บอกเล่าผ่านอัตชีวประวัติของผู้ตายนั้น จะไม่มีในหนังสืออื่นๆ แน่นอน เพราะจะไม่มีการซื้อขายลิขสิทธิ์จัดพิมพ์ตามสำนักพิมพ์ต่างๆ แต่เป็นการจัดพิมพ์เพื่อแจกเป็นของที่ระลึกสำหรับงานศพเท่านั้น 
 
 
ราคาของหนังสืองานศพ 
 
แม้เริ่มต้น หนังสืองานศพจะเป็นแค่หนังสือแจก แต่ในแวดวงธุรกิจหนังสืองานศพ หนังสือประเภทนี้ มีหลายระดับหลายราคา แต่สิ่งที่เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้หนังสืองานศพเล่มใดเล่มหนึ่งมีราคาแพงก็ คือ เจ้าของงานศพ 
 
"ราคาหนังสืองานศพไม่แน่อน มีหลายราคา แต่ที่ถือว่ามีราคาแพงสุดๆ ก็ต้องเป็นหนังสืองานศพที่จัดพิมพ์ขึ้นในช่วงยุคสมัยของรัชกาลที่ 4 ไล่มาจนถึงรัชกาลที่ 5 รัชกาลที่ 6 จนถึงรัชกาลที่ 7 เหตุที่แพงก็เพราะเป็นหนังสือที่หายากมาก และเนื้อหาถือเป็นประวัติศาสตร์หน้าสำคัญที่บันทึกยุคสมัยสังคมไทยในอดีตเอาไว้ และมีอยู่ในเฉพาะหนังสืองานศพเท่านั้น" 
 
นอกจากนี้แล้ว นักเล่นหนังสืองานศพยังเปิดเผยให้รู้ถึงองค์ประกอบสำคัญที่ทำให้หนังสืองานศพมีราคาแพงอีกว่า 
 
"อันดับแรกเลยต้องเป็นหนังสืองานศพที่หายากจริงๆ ต่อมา คือ จำนวนที่พิมพ์ ถ้าจำนวนพิมพ์น้อยก็ยิ่งจะเสริมให้ราคาแพงมากขึ้น และอีกอย่างก็คือ ปี พ.ศ. ที่พิมพ์ ประการสุดท้ายก็คือความสำคัญของคนตาย ทั้งหมดนี้ถ้ามีครบถ้วน จะทำให้หนังสืองานศพเล่มนั้นๆ ราคาแพงมาก บางเล่มราคาถึงหลักล้านด้วยซ้ำ" 
 
แต่เมื่อถามว่า หนังสืองานศพมีก็อปปี้ขายหรือไม่ นักเล่นหนังสืองานศพยืนยันด้วยน้ำเสียงจริงจังว่า 
 
"มี เป็นหนังสืองานศพของจิตรกรมือเอกในการวาดภาพประกอบและเป็นนักเขียนชื่อดังในอดีต เพราะเป็นหนังสืองานศพที่มีคนต้องการมาก...จนมีการพิมพ์ปลอมออกมาขายอีก ซึ่งถ้าเป็นคนที่เล่นหนังสือเหล่านี้แล้วจะรู้ทันทีว่าเป็นฉบับก๊อปปี้จากของจริงมาขายอีกทีหนึ่ง" 
 
 
มนต์ขลังหนังสืองานศพ 
 
ความตายอาจจะไม่มีมนต์ขลังใดๆ ให้โหยหา และใครก็ไม่ปรารถนาจะให้ความตายเกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นตัวเอง หรือคนในครอบครัวก็ตาม....ซึ่งตรงกันข้ามกับหนังสืองานศพ แม้ว่าจุดม่งหมายของการจัดทำหนังสือเพื่อต้องการรำลึกถึงความดีงามของผู้จากไป และเป็นของที่ระลึกสำหรับผู้มาร่วมงานในวันเผาศพ อันเป็นวาระสุดท้ายของชีวิต แต่หนังสืองานศพกลับมีมนต์เสน่ห์ทำให้หลายคนหลงใหล จนกลายเป็นธุรกิจหนังสืออีกประเภทหนึ่ง ที่มีกระบวนการขายและการได้มาซึ่งหนังสืองานศพที่แปลกแตกต่างกว่าหนังสือประเภทอื่นๆ 
 
"เสน่ห์ของหนังสืองานศพคือเนื้อหา เพราะมีข้อมูลสำคัญมากมาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับสาแหรกของต้นกระกูลต่างๆ หรือการสืบทอดวงศ์สาคณาญาติในแต่ละยุคสมัย นอกจากนี้แล้วเนื้อหาหนังสืองานศพยังเป็นบทบันทึกที่สำคัญหลายๆ อย่างอีกด้วย ทั้งในด้านสังคม การเมือง การปกครอง การทหาร รวมถึงงานศิลปวัฒนธรรมทุกแขนงด้วย" 
 
แต่สิ่งที่ถือเป็นมนต์ขลังสำหรับคนเล่นหนังสืองานศพ คือ 
 
"ในหนังสืองานศพมีเนื้อหาที่หนังสืออื่นๆ ไม่สามารถจะมีได้ ต่อให้หาจากหนังสืออื่นๆ ในชาตินี้ทั้งชาติก็ไม่มีวันจะหาเจอ ก็เพราะเนื้อหาบางเรื่องในหนังสืองานศพที่เขียนขึ้นนั้น เป็นงานเขียนส่วนตัว ไม่ได้ขายลิขสิทธิ์ให้สำนักพิมพ์ไปพิมพ์ ดังนั้น การนำมาจัดพิมพ์เป็นหนังสืองานศพเพื่อแจกเป็นของที่ระลึกสำหรับแขกมาร่วมงานในวันเผา จึงมีครั้งเดียวและพิมพ์ครั้งเดียวด้วย... 
 
....นี่คือสิ่งที่หนังสืองานศพมี...แต่หนังสืออื่นๆ ไม่มีวันมีได้" 
 
 
โดย : นิรันศักดิ์ บุญจันทร์ 
Life Style 
วันที่ 18 พฤศจิกายน 2553 
By : bangkokbiznews.com 
แนะนำเมื่อ 27ต.ค. 54
0ความคิดเห็น
Share

แสดงความคิดเห็น

 

 

กรุณา Login เข้าระบบก่อนแสดงความคิดเห็น หรือสมัครสมาชิกใหม่ คลิกที่นี่

 

 

จำนวนการเข้าชม: 6,060,553 ครั้ง