แผนงานสร้างเสริมวัฒนธรรมการอ่าน Reading Culture Promotion Program

เข้าสู่ระบบ
ลืมรหัสผ่าน

บทความงานวิจัย

หมวดหมู่

กะเทาะหัวใจแห่งวัยเยาว์ศักดิ์สิริ มีสมสืบ

 

 
     การจะสัมผัสหัวใจแห่งวัยเยาว์ของใครบางคน อาจไม่ใช่เรื่องที่ตามองเห็น...
 
     โดยเฉพาะอย่างยิ่งใครบางคนที่ชื่อ ศักดิ์สิริ มีสมสืบ ผู้สร้างสรรค์งานกวีและภาพวาดสวยให้เรไร และไลลา เด็กหญิงชาวกรุง และชาวบ้านป่าแสนน่ารัก มีชีวิตโลดแล่นในนิทานร้อยกรอง เรไร ไลลา ที่กำลังลงพิมพ์ในสกุลไทยขณะนี้
 
 
     ชื่อของ ศักดิ์สิริ ไม่ใช่ชื่อใหม่ในโลกศิลปะและวรรณกรรม เขาคือเจ้าของรางวัลวรรณกรรมยอดเยี่ยมแห่งอาเซียน (ซีไรต์) จากบทกวีชุด “มือนั้นสีขาว” เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๓๕ และล่าสุดคือ รางวัลศิลปาธร สาขาวรรณศิลป์ ในปี พ.ศ. ๒๕๔๘ ประกอบกับการทำงานวรรณกรรมอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา หลายคนได้รู้จักเขาในนาม “ศิลปิน” ของโลกศิลปะ ที่มีความสามารถหลากหลายทั้งวรรณกรรม ดนตรีและจิตรกรรม ผ่านผลงานต่าง ๆ ที่ถูกถ่ายทอดออกมา แต่แท้จริงแล้ว ผลงานเหล่านี้บอกถึงตัวตนของผู้สร้างงานได้จริงหรือ?
 
     บทสนทนาต่อไปนี้ เริ่มต้นอย่างเรียบ ๆ แต่ดำเนินต่อเนื่องเหมือนสายน้ำไหลรินผ่านเรื่องราวของนักเขียนที่ออกตัวว่า “ไม่ช่างพูด” แต่เหมือนท้าทายให้เข้ามาสัมผัสหัวใจแห่งวัยเยาว์ดวงนี้...
 
ก่อนอื่นขอทราบแรงบันดาลใจในการเขียนนิทานร้อยกรอง เรไร ไลลา
 
     “เรื่องของเรไร ไลลาเป็นแรงบันดาลใจสะสม ไม่ใช่แรงบันดาลใจที่ผุดขึ้นมากะทันหัน ผมเป็นคนชอบเด็ก ตั้งแต่เป็นเด็กก็ชอบเด็ก (หัวเราะ) พอโตขึ้นมาก็ชอบเด็ก เหตุที่ชอบเด็กก็เพราะว่าตอนเป็นเด็ก เราไม่ค่อยมีเพื่อนที่เป็นเด็กด้วยกัน เหมือนเราแก่กว่าอายุจริงตั้งแต่เล็กมาเลย เป็นคนชอบเก็บตัว ไม่ค่อยมีเพื่อน ชอบแอบไปวาดรูป แอบไปอ่านหนังสืออยู่คนเดียว ไม่ค่อยได้ออกไปเที่ยวที่ไหน
 
     วัยเด็กมันเหมือนอยู่ในความฝันตลอดเพราะเราก็ไม่ได้เล่นเหมือนเด็กทั่วไป ไม่ได้ไปผจญภัยอะไรเลย ก็ไปประทับใจสองพี่น้องที่อยู่ในอาขยาน สมัยชั้นป.๓ ผมเคยเขียนเป็นกลอนในชุด ‘ก็พอใจอยากจะรักให้นักหนา’ ไปแล้ว เป็นเรื่องของสองพี่น้อง พี่สาวน้องชาย ก็เอามาจากอาขยานเหมือนกัน เรไรกับไลลาก็อารมณ์เดียวกัน เพียงแต่ว่าเป็นเด็กผู้หญิงทั้งคู่”
 
ตัวละครในเรื่องเหมือนเป็นตัวแทนในวัยเด็กของคุณ?
 
     “ใช่ครับ ที่จริงผมต้องการจะเล่าเรื่องชนบทนั่นแหละ แต่เป็นชนบทในความรู้สึก ไม่ใช่ในภาพจริง ถึงแม้ฉากจะเป็นชนบทแต่เรื่องที่เขียนถึง เป็นเรื่องข้างในมากกว่า อย่างตอนที่ไปเล่นหาดทรายริมแม่น้ำ แล้วเจ้าเรไรว่ายข้ามฟากไป ส่วนเจ้าไลลาเป็นเด็กในเมือง ก็ตื่นตระหนกว่าจะจมไหม คือเขียนเรื่องชนบท เรื่องว่ายน้ำข้ามแม่น้ำก็จริงแต่เป็นแม่น้ำภายใน เป็นเรื่องของจิตใจ”
 
จริง ๆ แล้วเป็นคนชอบเล่า
 
     “ไม่ดื่มเลย (หัวเราะ) เจอไปหนึ่งมุขแล้ว คนชอบเล่าซะก็คงไม่ชอบเขียนมั้ง เป็นคนชอบเล่าเรื่องผ่านตัวหนังสือ แต่ปกติก็จะเป็นคนไม่ชอบเล่าเรื่องที่ออกจากปาก ไม่ชอบพูด ไม่ช่างพูด”
 
นี่ขนาดไม่ช่างพูดนะคะ
 
     “ช่างพูดไหม (หันไปถามภรรยา) อยู่ในชุมแสง ผมพูดกับคนอื่นนับครั้งได้ ในรอบหนึ่งวัน วันหนึ่งก็จะอยู่กับบ้าน ไปส่งลูกไปโรงเรียนแล้วก็จะกลับ แล้วแทบจะไม่ได้คุยกับใครเลย ถ้าไม่ไปซื้อของ ถ้าคุยก็คุยธรรมดา ไม่ได้ลงลึกในประโยคที่พูด”
 
งั้นคุยเรื่องตอนเด็ก ๆ ใช้ชีวิตวัยเด็กที่ไหนคะ
 
     “ผมเกิดที่ชัยนาท พอขวบหนึ่งก็ไปอยู่ที่อำเภอไพศาลี จังหวัดนครสวรรค์ พ่อแม่ก็อพยพครอบครัวไปสร้างโรงเรียนเอกชน อย่านึกว่ายิ่งใหญ่นะ ที่นั่นเมื่อ ๔๘ ปีที่แล้วมันเป็นป่า ต้องไปเอาไม้มาจากป่า แล้วก็มาทำเป็นเรือน ตัดไม้ชักลากกันมา เริ่มแรกก็มุงกันด้วยสังกะสีเก่า ๆ ซึ่งได้มาจากวัด แล้วก็ไปสร้างโรงเรียนอยู่ในพื้นที่ของวัด คุณพ่อผมเป็นครู ที่บ้านก็จะมีหนังสือมาก วัยเด็กก็เลยได้อ่านหนังสือมาก ได้พื้นฐานทั้งเรื่องการอ่านการเขียนแล้วก็เรื่องศิลปะ อย่างเรื่องศิลปะนี่ ถ้าจะให้กล่าวมันก็เหมือนคำขอบคุณคือ เหม เวชกร กับ อาจารย์จักรพันธุ์ โปษยกฤต สองท่านนี้ เรานึกภาพว่าท่านจะหน้าตาเป็นอย่างไร แต่ดูจากภาพเขียนแล้ว เหม เวชกร ดูเป็นผู้ใหญ่ ส่วนอาจารย์จักรพันธุ์ ผมประทับใจภาพประกอบวรรณคดีเรื่องอิเหนา ภาพบุษบา จินตะหรา ท่านวาดภาพผู้หญิงได้สวยมาก หยาดเยิ้ม สองท่านนี้ ในวัยเด็กของเรา ท่านเป็นใครก็ไม่รู้ละ แต่ว่าท่านเหมือนมีตัวตน มีเสียงของท่านอยู่ในตัวเราตลอด คือเป็นอิทธิพลที่ยิ่งใหญ่มาก เป็นครูที่ ...ถึงแม้ไม่เคยเจอท่านเลยก็เหมือนเรารู้จักสนิทชิดเชื้อ เหมือนกับชาติปางก่อนเคยอุปถัมภ์อะไรกันไว้ อันนี้มันเป็นเรื่องใจนะ มันเป็นวาสนาต่อกัน ถ้าไม่มีภาพเขียนของจิตรกรสองท่านนี้ เราก็อาจจะไม่รักศิลปะก็ได้ ตรงนี้สำคัญมากเลย เป็นแรงบันดาลใจที่ยิ่งใหญ่มาก ไม่คิดว่าจะต้องไปเจอตัวท่านหรอก แค่นั้นน่ะมันงามแล้ว พอแล้ว”
 
แล้วในเรื่องการเขียนหนังสือ
 
     “เขียนนี่เป็นเรื่องอัตโนมัติมากกว่า คือ เมื่อเราไม่ช่างพูด มันจะช่างเขียนไปโดยธรรมชาติ ผมเป็นคนชอบเขียนสมุดบันทึก แรก ๆ มีครูให้เขียน พอครูเลิกสั่ง ทุกคนก็เลิกเขียนแต่เรายังเขียนอยู่ พอต่อมาก็กลายเป็นนิสัยทำให้เขียนอยู่เรื่อย”
 
ทราบว่านอกจากชอบเขียน ชอบวาดแล้ว ยังรักในเสียงดนตรีด้วย
 
     “เรื่องดนตรี ผมก็ได้รับอิทธิพลจากหลายๆทาง มีญาติพี่น้องฝ่ายแม่ที่มีวงดนตรีทั้งไทยและสากล จากพ่อ (บุญลือ มีสมสืบ) ตอนผมเด็ก ๆ พ่อซื้อหนังสือให้เล่มหนึ่งคือ หนังสือ จากดวงใจ ของ สาทิส อินทรกำแหง เล่มนั้นก็ทำให้รักดนตรี เป็นวาสนา อะไร ทำไมหนังสือเล่มนี้ต้องมาอยู่ในมือเรา ทำไมไม่ไปอยู่ในมือพี่น้องคนอื่น และพ่อทำไมต้องให้เราด้วย พ่ออาจจะลืมไปแล้ว แต่หนังสือเล่มนั้นทำให้เราสนใจดนตรี สนใจเพลง ในมิติที่ลึกลงไปจากที่เราเคยคิด ในหนังสือเล่มนั้นพูดถึงทฤษฎีดนตรีด้วย และมีซึ่งประวัติคีตกวีเอกของโลก อ่านเล่มนั้นเล่มเดียว มันคึกคักไปหมด ถึงขนาดเปิดวิทยุฟังรายการเพลงคลาสสิค ฟังตั้งแต่มัธยมจนกระทั่งมาเรียนที่กรุงเทพฯก็ยังฟังอยู่”
 
ดูว่าชีวิตในวัยเด็กน่าจะเป็นชีวิตที่มีความสุข
 
     “มันส่งเสริมโดยที่เราไม่รู้ตัวเลย ลุงก็เป็นเจ้าของวงปี่พาทย์ ผมก็ได้สัมผัสทั้งดนตรีไทย สากล ละคร ลิเก มันครบอยู่ในวงตระกูล จนกระทั่งตอนหลังมาเรียนเพาะช่างแล้ว กลับไปที่บ้านปิดเทอม ก็ออกไปร้องเพลงเชียร์รำวง ไปแห่นาค แห่ศพ งานแต่งงาน ก็ไปกับเขา บางทีมีรำวงชาวบ้าน เราก็ไปร้องเพลงเชียร์รำวง มีความสุข เป็นความสุขแบบประหลาด ๆ ที่ต่างจากเด็กอื่นคือ เราไม่ได้ไปวิ่งเล่นเหมือนคนอื่น เหมือนน่าจะเป็นเด็กมีปัญหา แต่ว่าถ้ามีปัญหา มันก็เป็นเรื่องที่ว่า เกิดชาติหน้าขอมีปัญหาอีก (หัวเราะ) เราแทบจะไม่มีเพื่อน มีเพื่อนนับคนได้ เพราะในชั้นเขาโตกว่า เรามีโลกส่วนตัว อยู่กับที่ได้เป็นวัน ๆ”
 
เด็กแบบคุณในสังคมต่างจังหวัด ถือว่าแปลกไหม
 
 
     “ตอนนั้นเราไม่รู้หรอกว่าแปลกไหม แต่ถ้ามองย้อนกลับไป เราเป็นเด็กที่ประหลาดมากเลย เชื่อไหม แม้แต่หนังสติ๊กนี่ก็ไม่กล้ายิง ยิงนกยิงอะไรนี่ ไม่กล้า วิ่งเร็ว ๆ ก็นับครั้งได้มั้ง กีฬาก็แทบจะไม่ได้เล่น ก็มีแต่เล่นเขย่งเก็งกอยไปกับพวกผู้หญิง โยนทอยกอง เล่นกีฬาแบบนั่งเล่น หมากเก็บ เล่นกับพวกผู้หญิงเพราะผู้หญิงเขาไม่แกล้งเรา อาจเป็นเพราะว่าไม่ค่อยแข็งแรงก็ได้ รูปร่างก้องแก้ง
 
     ผมอยู่ไพศาลีจนจบมัธยม ก็เข้ามาเรียนที่เพาะช่าง เพราะรู้ตัวเลยว่ามีที่เดียวที่เราจะมาเรียน คือที่นี่ ไม่มีทางเลือกอื่น ตรงแน่วมาเลย มาทางนี้มาเลย ไม่สงสัยเลย”
 
เล่าถึงการเรียนเพาะช่างสมัยนั้นหน่อยค่ะ
 
     “สมัยนั้นโรงเรียนเพาะช่าง เป็นโรงเรียนที่มีอิสระเสรีที่สุดในโลกในความรู้สึกของเรา ไปเรียนอะไรก็ได้ แต่งตัวยังไงก็ได้ ไปเรียนห้องไหนก็ได้ ปี ๑ จะมี ๘ ถึง ๑๐ ห้อง เราอยู่ห้อง ๓ ไปเรียนห้อง ๔ ก็ได้ ห้องไหนมีวาดรูป เราก็จะไปห้องนั้นแหละ แล้วอาจารย์เขาก็ไม่ว่า จนจบ ปวช. จะมีเพื่อนที่บ้าวาดรูปทุกห้อง รู้จักกันหมดทั้งระดับชั้น และรุ่นพี่ที่เก่ง ๆ เขาก็จะมาดูว่าน้องคนไหนสนใจอะไร เหมือนพี่เหมือนน้อง ครูอาจารย์ก็เหมือนกัน ถ้าเขารู้ว่าคนไหนชอบวาดรูปก็จะสนับสนุน มันเป็นบรรยากาศที่แสน...จะมีความสุข”
 
ตอนนั้นเขียนหนังสือด้วยหรือเปล่าคะ
 
    “เขียนโดยอัตโนมัติ คือไม่ได้คิดว่าเป็นบทกวีหรืออะไร เขียนเพราะเราเคยเขียนสมุดบันทึกตอนเด็ก ไปไหนก็จะมีสมุดไปด้วย คิดอะไรก็เขียน แล้วบรรยากาศช่วงนั้น ก่อน ๑๔ ตุลา ๒๕๑๖ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ก็เป็นอีกที่หนึ่งที่ไปบ่อย เวลาที่เขามีอภิปรายที่หอประชุมเล็ก อยู่เพาะช่างก็ใกล้ และก็พักอยู่ที่วัดมหาธาตุ ธรรมศาสตร์ก็เป็นเหมือนบ้านอีกหลังหนึ่ง นอกจากเพาะช่างแล้วก็มีศิลปากร เราก็เหมือนกับเป็นลูกศิษย์ของ ๓ สถาบันนี้ นักศึกษาสมัยนั้นก็จับกลุ่มไปฟังบรรยาย แล้วก็ไม่ได้แยกนะว่าวรรณกรรม จิตรกรรม ดนตรี เหมือนกับมันเป็นสิ่งเดียวกัน ไม่ได้แยกออกจากกัน ผมรู้สึกอย่างนั้น บางทีก็ไปฟังเพลงคลาสสิคซิมโฟนีกันนะ ขณะเดียวกันเพลงพื้นบ้านเราก็ไปฟัง เอาทุกอย่าง เวลามีอภิปรายเรื่องวรรณกรรม การเมือง ทุกเรื่อง เราฟังดะไปหมด คลั่งไคล้นักเขียน นักคิด ธรรมศาสตร์คือสุดยอดในความรู้สึกของเราตอนนั้น”
 
ได้ไปร่วมขบวนกับเขาด้วยไหมคะ
 
     “ตลอดเลยเพราะอยู่ตรงนั้นอยู่แล้ว ตอนนั้นผมอายุแค่ ๑๖ เรียนปวช. ไม่ได้มีพื้นฐานเรื่องความคิดทางการเมืองมาก่อน เราไปถูกปลูกฝังที่นั่นแหละ ยังจำได้เลย ภาพที่เดินออกจากธรรมศาสตร์ด้านสะพานปิ่นเกล้า ไปหมอบอยู่หน้าโรงแรมรัตนโกสินทร์ ถ้าจะว่าดูละครเวทีก็เหมือนได้นั่งแถวหน้า เพราะว่าภาพคุณประพัฒน์ แซ่ฉั่ว ถือไม้กระบอง ซึ่งเป็นที่มาของฉายา “ไอ้ก้านยาว” เรานี่เองแหละอยู่ข้างหลัง พอยิงมาปั๊บ เราก็หลบ แล้วยังลุกขึ้นไปดูรูกระสุนที่กระจกของโรงเรม รูมันจะกลมมากเลย (หัวเราะ) แต่ตอนนั้นไม่รู้สึกกลัวเลยนะ เหมือนเราได้ไปดูอะไรที่มันตื่นเต้น แต่ก็ไม่รู้ว่าที่มาที่ไป เพราะเราก็อายุแค่ ๑๖ พอเพลก็กลับมาวัด เตรียมอาหารให้หลวงพ่อฉันเพล”
 
ได้รับอะไรจากเหตุการณ์นั้นบ้าง
 
     “เมล็ดมันฝังลงไป แต่ที่สะเทือนใจมากที่สุดและทำให้เกิดสำนึกทางสังคมก็คือ ๖ ตุลา ปี ๑๖ ก็เหมือนกับได้ดูละครแถวหน้าอีกนั่นแหละ ผมออกจากธรรมศาสตร์วันที่ ๕ ปีนรั้วออกมาก่อนวันที่ ๖ เพราะว่าห่วงหลวงพ่อ คืนนั้นก็อยู่ในธรรมศาสตร์ทั้งคืนถึง ตี ๔ พอตี ๕ ก็ปีนออกมา ข้างในเขาไม่ให้ปีนออก แต่เราก็ปีนออกมา เหตุการณ์ที่แขวนคอที่ต้นมะขามสนามหลวง เราอยู่ตรงนั้น ใจเศร้าสลดมาก ขณะที่คนอื่นที่เขามุง เขาดีใจมาก เย้ว เย้ว มันเป็นภาพที่เรารับไม่ได้เลย สะเทือนใจมาก”
 
หลังเหตุการณ์นั้นนักศึกษาส่วนใหญ่หนีเข้าป่า แล้วคุณทำอย่างไร
 
     “เราไม่รู้ว่ามันคืออะไรไง ที่เข้าไปดู ไม่ได้มีอุดมคติทางการเมืองอะไรทั้งสิ้น มันเหมือนเด็กคนหนึ่งที่เผอิญเข้าไปเห็นว่าเขาทำอะไรกัน แทบจะไม่ได้ช่วยอะไรเขาเลย แม้กระทั่งชูมือขึ้นมาสักหน่อย ตะโกนก็แทบจะไม่ได้ตะโกน เข้าไปฟังเพลง มีข้าวกินด้วย เหมือนกับเราเป็นดวงตาดวงหนึ่งของเหตุการณ์เท่านั้น
 
     ผมเรียนจบ ปี ๒๕๒๐ ก็เถลไถลพักหนึ่ง ปี ๒๑ ก็มาเป็นครู เพราะแม่อยากให้เป็น ผมเองไม่ได้อยากเป็น จบจากเพาะช่างผมก็ไปอยู่เชียงใหม่ ไม่ได้บอกพ่อแม่ ไปอยู่ที่วัดป่าแดง เชิงดอยสุเทพ สาย ๆ ก็เดินขึ้นน้ำตกห้วยแก้ว ไปนั่งอยู่บนก้อนหิน เขียนบทกวี เขียนหนังสือทุกวัน เขียนไปเอง กลับมาก็ได้ “ตุ๊กตารอยทราย” ครึ่งเล่ม เขียนที่เชียงใหม่ อีกครึ่งเล่มเขียนที่
 
     บ้านอาจารย์จ่าง แซ่ตั้ง ตอนที่เขียน ไม่ได้คิดสร้างวรรณกรรมอะไรเลย เขียนออกมาอย่างนั้นเอง และเราก็ไม่ได้คิดว่าเราจะต้องแปลกไปจากคนอื่นด้วย คิดแต่ว่าเขียนออกมา คนเราเขียนบ่อยๆเข้ามันจะมีทางไปเอง ปกติก็เขียนกลอนแปดเป็นประจำ เขียนจนไม่รู้ว่าจะไปทางไหนแล้ว เขียนไปเดี๋ยวคำเก่ามันก็ออกมาเป็นประโยค ๆ เลย คือ คำมันจะมาอีก ก็เบื่อตัวมันเอง แล้วก็คลี่คลายโดยตัวมันเอง เป็นธรรมชาติ ที่จริงก็กะว่าจะอยู่เชียงใหม่ไปเรื่อย ๆ ต่อมาพ่อรู้ก็เลยส่งคนไปตาม
 
ตอนนั้น ทำงานด้านบทกวี ศิลปะ และดนตรีพร้อม ๆ กันหรือเปล่า
     “มันเหมือนเราไม่ได้ทำงาน เหมือนกับว่าเราเป็นอย่างนั้นเอง ย้อนกลับไปนี่ เราไม่ได้ตั้งใจว่าจะเป็นจิตรกรหรอก แต่ว่าเราชอบเขียนรูป และไม่ใช่อดิเรกด้วย มันเป็นชีวิตของเรา และไม่ได้คิดว่าเขียนบทกวีเพื่อจะมาเป็นนักเขียน แต่เขียนเพราะว่ามันมีอะไรอยู่ข้างใน ไม่เคยคิดว่าจะเป็นนักเขียน หรือส่งไปลงนิตยสารหรือจะรวมเล่ม จนกระทั่งมาเจออาจารย์จ่าง เมื่อปี ๒๕๒๓ ถึง ๒๕๒๔ แล้วแกก็ไปหยิบบทกวีที่อยู่ในบ้าน ที่เราเขียนทิ้งไว้ตอนอยู่เพาะช่าง เขียนแล้วก็ทิ้ง แต่อาจารย์จ่าง เก็บไว้ให้ ตอนนั้นผมเป็นครูอยู่หลายปี แล้วก็กลับไปปรึกษาแก เพราะว่าเป็นครูก็ไม่ค่อยราบรื่นเท่าไร แกก็โยนบทกวีที่เราทิ้งไว้มาให้ดู แล้วบอกว่า เอ็งเป็นกวี เอาไปพิมพ์ซะ ก็เลยเอากลับมารวมกับบทกวีที่เคยเขียนไว้ตอนอยู่เชียงใหม่ เลยเป็นหนังสือ ‘ตุ๊กตารอยทราย’ พิมพ์เมื่อปี ๒๕๒๖
 
     ตอนนั้นผมกู้เงินสหกรณ์ครู ๒๔,๐๐๐ บาท มาพิมพ์เอง ยังจำได้เลย พอทำต้นฉบับเสร็จก็ถือไปที่โรงพิมพ์แสงรุ้งการพิมพ์ เราก็ไปวางต้นฉบับและวางเงินไว้ให้ ตามที่ตกลงกัน เสร็จแล้วก็หนีกลับไปชุมแสง แล้วไม่เคยติดตามเรื่องเลยจนกระทั่งหนังสือพิมพ์เสร็จ ทางนี้ก็ส่งหนังสือไปให้ที่ชุมแสง”
 
ทำไมตอนนั้นไม่คิดจะส่งสำนักพิมพ์
 
     “ตอนนั้นไม่รู้เรื่องอะไรทั้งสิ้นเกี่ยวกับวงการนักเขียน การพิมพ์หนังสือ เราไม่รู้เรื่องเลย ว่าสายส่งเป็นยังไง ออกแบบเป็นยังไง แต่พอหนังสือออกมาก็มีความสุขมาก พอเล่มแรกออกมาก็เขียนใหญ่เลย เขียนเป็นบ้าเป็นหลังเลย”
 
จาก “ตุ๊กตารอยทราย” ก็มาถึง “คนสอยดาว” แล้วก็ “มือนั้นสีขาว”
 
     “มือนั้นสีขาวก็ยังออกเงินพิมพ์เอง จนได้รับรางวัลซีไรต์ถึงได้พอรู้ว่าต้องทำยังไง ตอนที่มีผลงานออกไป ชีวิตประจำวันเราก็สอนหนังสือไป ไม่เคยเช็คด้วยว่าหนังสือขายได้กี่เล่ม ไม่เคยสนใจติดต่อ โทรศัพท์ตอนนั้นยังโทร.ไม่เป็นเลยมั้ง (หัวเราะ) รู้สึกว่ามันห่างไกลมากเลย
 
     ตอนที่รู้ตัวว่าจะเป็นนักเขียนหรือเปล่า ก็คือตอนที่ไปอ่านเจอบทวิจารณ์ของ ไพลิน รุ้งรัตน์ ในสยามรัฐสัปดาห์วิจารณ์ เขียนถึงศักดิ์สิริ ๓ สัปดาห์ ติดต่อกัน วิจารณ์เรื่องตุ๊กตารอยทรายและคนสอยดาว ในเชิงพินิจวรรณกรรมโดยภาพรวมก็มีของเราอยู่บางบท ก็เลยเพิ่งรู้ว่าเราก็เป็นนักเขียนเหมือนกันนะเนี่ย”
 
ดูว่าในช่วงที่ทำงานแล้ว เขียนหนังสือแล้วก็ยังเก็บตัวอยู่นะคะ
 
     “ตอนเป็นครูก็อยู่แต่ในห้อง ถ้าไม่โดนใช้ไปเจอใครก็ไม่เจอ ก็ปิดประตูห้องศิลปะ พอเด็กมาก็เปิดประตูเข้ามาเรียน”
 
ชีวิตการเป็นครูเป็นยังไงบ้างคะ
 
     “ผมรู้สึกว่าผมเป็นครูที่ไม่ดีนะ ถ้าเราโหยหาครูดี ๆ สักคนหนึ่ง ครูในอุดมคติของเรา ผมเป็นไม่ได้ มันก็อยู่ในใจตลอดมาว่าสักวันหนึ่งฉันจะลาออก อีกอย่างหนึ่งคือ ผมคิดว่าครูต้องสอนทั้งวิชาความรู้ และคุณธรรมด้วย ซึ่งด้านคุณธรรมเราจะกระดากมากเลย มนุษย์เรานี่นะ บังอาจสอนคนอื่นได้หรือ คนที่จะสอนคนอื่นได้จะต้องเหนือกว่า จะต้องพ้น จะต้องเห็นอะไรมากกว่านี้ จะกระดากตัวเองอยู่ตลอด ไม่อยากเป็นนักเทศนา เลยฝังใจตลอดว่าสักวันฉันจะลาออก”
 
แล้วได้ลาออกเมื่อไร
 
     “ลาออกไม่ได้ เพราะมีหนี้ติด (หัวเราะ) ยืดเยื้อมาเรื่อย กู้ หมดแล้วก็กู้ต่อ ทีนี้ครูก็มีว่า ค้ำประกันกันไปมา แกค้ำฉัน พอแกค้ำฉัน ฉันก็ต้องไปค้ำแก ทีนี้คนไม่กู้นี่อยู่ไม่ได้เพราะว่าเราไปค้ำให้คนอื่น ถ้าเราไม่กู้เราขาดทุน (หัวเราะ) วนกันไปวนกันมา มันก็เลยอยู่ในวงจรอย่างนี้ ก็ออกไม่ได้เสียที จนทุกวันนี้ครูทั้งหลาย เพื่อนฝูง พี่น้อง ก็อยู่ในวงจร เป็นหนี้กันนี่แหละ ก็ลาออกไม่ได้สักที จนกระทั่งมั่นใจว่าออกมาเป็นนักเขียนแล้วเลี้ยงตัวได้ ก็เลยลาออก ที่สำคัญคือมันเลี้ยงใจ”

นอกจากงานเขียนแล้ว ทราบว่ายังทำงานเพลงด้วยนี่คะ
 
 
     “ก่อนหน้าจะได้ซีไรต์ ผมก็เป็นนักร้องพเนจร เชียร์รำวง เป็นนักร้องนิรนามไปอย่างนั้น แต่งเพลงบ้าง ต่อมาในปี ๒๕๓๕ ก็ได้แรงใจและแรงงานจาก พิบูลศักดิ์ ละครพล และ พยัต ภวิชัย ทำเพลงชุด ‘เกี่ยวก้อย’ ออกมา มาแต่งจริง ๆ เป็นประจำก็คือ ในรายการทุ่งแสงตะวัน แต่งมาสิบกว่าปีแล้ว ตั้งแต่ปี ๓๖ เพลงที่แต่งให้รายการทุ่งแสงตะวันก็ ๑๕๐ เพลงแล้ว คนแต่งเพลงได้ถึง ๑๕๐ เพลงนี่ก็แสดงว่าเอาการอยู่เหมือนกันนะ (หัวเราะ)”
 
ถ้าถามว่า สไตล์งานเพลงของคุณเป็นอย่างไร...

     “เป็นเพลงใส ๆ ทุ่งแสงตะวันเขาถึงให้ไปแต่งตั้งแต่ตอนแรก เพราะเป็นรายการของเด็ก ๆ คือ อารมณ์เด็ก ๆ อยู่ในทั้งงานเขียนและงานดนตรี ทุกวันนี้บางทีเราก็เผลอ ๆ เหมือนกันนะ ลืมไป เดินกินไอศกรีม ซึ่งผู้ใหญ่เดินกินไอศกรีมก็คงไม่น่ารักเท่าไร (หัวเราะ) แต่บางทีเราก็เผลอตัว สำหรับผม ผมแต่งเพลงเพื่อนำเสนอเนื้อหาที่อยากจะบอกแก่ใครบางคน ใครบางคนเท่านั้นไม่ใช่ทุกคน”
 
ภาคของการเป็นกวี นักดนตรี ศิลปินวาดรูป ภาคไหนที่ทำแล้วเรารู้สึกว่าเป็นตัวเองมากที่สุด
 
     “เขียนรูปมันปลดปล่อยจิตใจที่สุดแต่ผมรู้ตัวว่ายังข้ามเส้นบาง ๆ ไปไม่ได้ มันครึ่ง ๆ กลาง ๆ จิตรกรรมมันจะต้องลงมือปฏิบัติด้วย ทีนี้เรายังทุ่มให้ไม่เพียงพอ ทำให้ยังไม่บรรลุไปสู่ความเป็นจิตรกร ผมรู้สึกเอง ก็หวังว่าสักวันหนึ่งฉันจะไปถึงที่นั่น
 
     แต่เขียนบทกวีมันเป็นการทำงานข้างใน ในความคิด ไปได้ตลอด ทุกลมหายใจ มันเป็นหนึ่งเดียวกับตัวเรามาก มันไม่มีปัญหา หมดความสงสัย พูดแล้วฟังดูโอ่อ่า แต่ที่จริงก็คือเขียนตามความรู้สึกนึกคิดของเรา ดนตรีนี่ก็...แต่งเพลงที่แต่งอยู่ก็เป็นเรื่องง่าย ทำนองก็เป็นเรื่องง่าย แต่เราก็ไม่ใช่นักดนตรีที่เก่งกาจ ก็เป็นคนที่มีทักษะอยู่บ้างและทำในสิ่งที่มีเงื่อนไขเฉพาะได้ แต่ไม่ใช่คนสร้างสรรค์ผลงานดนตรีที่ยอดเยี่ยม คือดนตรีมันมีความเป็นศาสตร์เข้าไปด้วย เรามีความรู้ทางดนตรีน้อย ทักษะก็น้อย มันก็มีขีดจำกัด แต่บทกวีเป็นการทำงานข้างในมากกว่า คือเป็นศิลป์มากกว่าศาสตร์ ซึ่งตรงนี้เราเป็นได้เลย มันเป็นจิตวิญญาณ เป็นหนึ่งเดียวกับเรา
 
พูดกันมาทั้งหมดนี้ รู้สึกว่าคุณเป็นศิลปินอย่างไม่ต้องสงสัย
 
     “ถ้าอายุปูนนี้แล้วยังสงสัยอยู่ก็แย่แล้ว”
 
จริง ๆ แล้วการเป็นศิลปินโดยจิตวิญญาณมันมีข้อจำกัดสำหรับการใช้ชีวิตไหม
 
     “สำหรับผมแล้ว ผมไปใช้ชีวิตในเส้นทางอื่นไม่ได้เลย และที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ก็ไม่ได้เป็นเรื่องที่ตั้งใจจะทำ หรือฝืนที่จะทำ มันเป็นอย่างนั้นเองโดยตั้งแต่เริ่มแรกมาเลย เหมือนเราเกิดมาเพื่อเป็นอย่างที่เป็นอยู่นี้
 
     ผมเคยได้ยินว่าคนที่ทำงานศิลปะเพื่อศิลปะ มักจะไส้แห้ง ต่อให้ผมมีเงินไปกินอะไรดี ๆ ผมก็กินได้ไม่มาก ผมก็ไส้แห้งอยู่แล้ว ตอนที่เรียนเพาะช่าง บางทีข้าวเย็น ข้าวกลางวันก็ไม่ได้กินเพราะว่าวาดรูปเพลิน บางทีตังค์ก็เอาไปซื้อสี ไม่มีเงินไปกินข้าว ในชีวิตประจำวันก็เป็นปกติที่ว่ากินน้อย ใช้น้อยอยู่แล้ว มาเขียนหนังสือ มีรายได้ไม่มากนัก แต่งเพลง มีรายได้ไม่มากนัก แต่ผมก็รู้สึกว่าไม่เป็นอุปสรรคเพราะเราก็กินน้อยใช้น้อยอยู่แล้ว จะเรียบง่ายหรือเปล่าก็ไม่รู้ แต่เราอยู่ของเราคนเดียวว่าเรามีความสุข และมีความนับถือตัวเองได้ ในวิถีที่เราเลือกว่ามันถูก อย่าไปคิดว่าเป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่ มันเป็นเรื่องธรรมดา และไม่ใช่เรื่องโอ่อ่าอะไร ศิลปินก็คือคนแบบหนึ่งในสังคม คนเขาปลูกต้นไม้ เลี้ยงวัว ทำนา ก็เป็นอีกแบบหนึ่ง แต่ว่าความคิดกับจิตใจมันเป็นหนึ่งเดียวกันหรือเปล่า ศิลปินก็เป็นคนแบบหนึ่งเท่านั้นเอง”
 
ถามถึงชีวิตครอบครัวบ้างค่ะ
 
     “ถ้าทรรศนะในการมองโลกดี ชีวิตมันก็จะดีไปด้วย ผมเป็นคนรักที่จะมองชีวิตในแง่ดี มันพลิกกลับมาได้ อย่างที่เขาบอกว่า ลำบากคืออะไร ลำบากคือใจเรารู้สึกว่ามันลำบาก ถ้าเดิน ๒๐ กิโลคือลำบาก แล้วทำไมคนถึงต้องเดินไปขึ้นภูกระดึงล่ะ แล้วทำไมคนต้องไปปีนเขาหิมาลัย เพราะว่าคนเราเรียนรู้เพื่อจะเข้าใจว่าความทุกข์คืออะไร คือเราเรียนรู้ความทุกข์ ถ้าสิ่งที่เขาเรียกว่าเป็นความทุกข์แต่ว่าเรามีทัศนคติต่อมันอีกแง่หนึ่ง มันก็ไม่ใช่ความทุกข์นะ มันมีแง่งามของมัน
 
     เรื่องครอบครัว ผมมีครอบครัวที่ดี มีภรรยาที่ร่าเริงแจ่มใส จิตใจดี และมีลูกที่น่ารัก มีสุขภาพดี ผมไม่ใช่คนโชคดีหรอก แต่ผมคิดว่าผมเป็นคนที่มีสายตาแหลมคม ที่จะรู้ว่าอยู่กับใครแล้วจะมีความสุข ชีวิตจะดีงาม และผมไม่ผิดพลาด เพราะผมไม่ได้มองว่าจะหาคนที่มาทำให้เรามีความสุข แต่เราเข้าใจว่าความสุขเป็นเรื่องที่จะต้องเริ่มจากตัวเรา ได้คนตาบอดมาเป็นคู่ เราก็ดำรงอยู่ได้ ต่อให้เราตาบอดทั้งคู่ เราก็สร้างสรรค์ได้”
 
แล้วทำยังไงถึงจะสายตาแหลมคมได้ล่ะคะ
 
     “คือมันอยู่ที่ใจ ไม่ได้อยู่ที่ตา เราสัมผัสใจเราเองนี่แหละให้มาก พอเราเข้าใจจิตใจเราเอง เราจะเข้าใจจิตใจคนอื่นด้วย อันนี้เป็นความเชื่อนะ พอเชื่อแล้วมันก็ใช่น่ะ อาจเป็นเพราะผมเติบโตมาในที่ดำเนินชีวิตด้วยปัญญา คือมีพ่อที่มั่นคงในเหตุผล และมีแม่ที่มั่นคงในอารมณ์
 
     เวลาเราไปซื้อส้ม เรารู้ไหมว่าลูกไหนมันน่าจะหวาน ถ้ามีประสบการณ์หรือละเอียดในการเลือก เราก็จะเลือกได้ดีใช่ไหมล่ะ แบบเดียวกันทุกเรื่องละ คือเราเห็นในสิ่งที่ตาไม่เห็นได้ นี่ก็ไม่ใช่เรื่องพิสดาร ถ้าคนเรามองอะไรด้วยใจนิ่งๆ มันก็จะเห็น เห็นโดยอัตโนมัติ ทุกคนก็เห็นได้ด้วย ไม่ใช่คนพิเศษเท่านั้นที่จะเห็น ผมถึงมีครอบครัวที่ดี และรู้สึกว่าตัวเองประสบความสำเร็จมาก”
 
ถือว่าเป็นพลังอย่างหนึ่งในการทำงานหรือเปล่า
 
     “พลังไม่ได้มาจากคนอื่น มาจากตัวเอง ถ้าดวงจันทร์เอาแสงมาจากดวงอาทิตย์ แล้วดวงอาทิตย์เอาแสงมาจากใคร อันนี้เป็นอุดมคติ แต่ว่าเราใช้ชีวิตไปแล้วก็ตรวจสอบตัวเองไปเรื่อย ๆ ชีวิตกับอุดมคติก็จะโน้มเข้ามาหากัน ใกล้เคียงกันเข้าไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งมันเป็นเนื้อเดียวกัน มันเป็นชีวิต ถ้าถึงจุดนั้นเราได้ก็คือหนึ่งเดียวกัน”

ถ้าเป็นคนมองโลกในแง่ดีขนาดนี้ แสดงว่าชีวิตคุณต้องมีความสุขมาก
 
     “มีช่วงหนึ่งที่ผมขี่จักรยานเป็นบ้าเป็นหลังเลย ขี่ไปภูเก็ต ไปสวนโมกข์ ไปแม่ฮ่องสอน ไปเชียงใหม่ ขณะที่ขี่จักรยานท่ามกลางแดดร้อนเปรี้ยง ๆ วันละ ๑๒๐ กิโลนี่มันเจ็บปวดรวดร้าวมากเลย เราถามว่าความเจ็บปวดรวดร้าวเป็นความทุกข์ไหม มันทุกข์ที่ไหนล่ะ เพราะใจเราไป แต่มันเป็นพลังที่ยิ่งใหญ่มาก ก็ถ้ามันเป็นความทุกข์ คนเขาจะไปเรียนรู้มันทำไม เพราะเขารู้ว่าในความทุกข์มันมีอีกด้านหนึ่ง ไม่อย่างนั้นพระพุทธองค์คงไม่บำเพ็ญทุกรกิริยา พอไปนั่งอดข้าวอดน้ำ ทรมานร่างกาย ก็เกิดปัญญาขึ้น ว่าจริง ๆ แล้วมันก็ไม่ใช่ความทุกข์หรอก มันเป็นอย่างนั้นเอง เรามีอัตตาไปยึดมันไว้ว่ามันเป็นอย่างนั้น มันก็เป็นอย่างนั้น ถ้าเรามองอย่างเข้าใจ ความทุกข์มันก็ไม่ใช่ความทุกข์ แต่เป็นทฤษฎีที่ใครๆก็เรียนรู้ได้ แม้จริง ๆ แล้วจะทุกข์ เราก็ปากแข็งไว้ก่อน พิจารณาให้ดี ปัญญาก็จะเกิด
 
     ความทุกข์มันมีแง่งาม เพราะฉะนั้นเวลาเจอความทุกข์ เรามองมันให้ดีก็สบายมาก”
 
พูดได้ไหมว่าศักดิ์สิริเป็นคนที่ไม่มีความทุกข์
 
     “ถ้าพูดอย่างนั้นเหมือนเราอุตริว่าบรรลุนะ ไม่ใช่ คนเรามีความทุกข์ทุกคนนั่นแหละ แต่เวลาที่ผมมีความทุกข์ ผมจะพลิกกลับ เราได้รับการกล่อมเกลามาจากหนังสือบางเล่ม จากภาพเขียน จากดนตรีและจากคนบางคน คนเรานี่นะเป็นหนี้ชีวิตใครบางคนอยู่เหลือหลาย และเป็นหนี้ทางนามธรรม ทางปัญญา ทางความคิด เราเป็นหนี้แม้แต่คนที่เราไม่เคยพบเจอเลย เราอ่านบทกวีของใครบางคน เขาอยู่ต่างประเทศและตายไปก่อนเราเป็นร้อยปี เรายังเป็นหนี้เขาเลย เขาเผยขุมทรัพย์ให้เรา เราเป็นคนขุด จะเอามือตะกุย เอาจอบขุด หรือใช้รถแบ็คโฮก็ตามใจ”
 
อยากถามถึงทัศนะว่าคุณมองวงการกวีเวลานี้อย่างไร
 
     “บทกวีมันล่องลอยอยู่ในอากาศ อยู่ในจิตใจของผู้คน แต่บทกวีที่อยู่ในรูปของวรรณกรรมก็อยู่ในหนังสือ เกิดจากการตีพิมพ์ แต่จริงๆบทกวีอยู่ในทุกหนทุกแห่ง ปรากฏเป็นภาพ สี เสียง แต่ถ้าคนอ่านตรงนั้นได้อย่างลึกซึ้ง คือบทกวีได้ทำงาน แต่ถึงแม้จะมีบทกวีที่กวีเขียนมาตีพิมพ์มากมาย แต่ถ้าคนใช้ชีวิตหยาบลง มองโลกหยาบลง บทกวีเหล่านั้นก็ไร้ความหมาย แต่ถ้าพูดในแง่วงการ บทกวีแทบจะไม่มีคนอ่านเลย อันนั้นก็ไม่น่าตกใจเท่าบทกวีที่เป็นชีวิตที่ล่องลอยอยู่ในอากาศ ในรูปแบบอื่น คนก็อ่านมันน้อยลงและหยาบต่อมันมากขึ้น จึงมีค่านิยมที่หยาบ ๆ มีทัศนะต่อชีวิตที่หยาบ ๆ การอ่านของมนุษย์ด้อยคุณภาพลง ความนิ่งน้อยลง เพราะมันถูกอะไรบังตาไว้เยอะ ตัวกวีเองก็ไม่รู้อะไรมากหรอก”
 
ในการสร้างสรรค์งานของคุณ จะเป็นอย่างไรต่อไป
 
“ผมก็มีต้นฉบับบทกวีอยู่ แต่ยังไม่ได้เสนอใคร เพราะว่าสักวันหนึ่งมันก็มีทางไปของมันเอง แน่นอน เราก็อยากจะมีผลงานของตัวเองพิมพ์ มีภาพวาดดรออิ้งตัวเองเขียนรูป มีภาพวาดสวย ๆ มีใครสักคน เอาไปอ่านบ้าง ก็คิดนะ แต่ก็ขี้เกียจคิดต่อ แค่เขียน มันก็จบหน้าที่เราแล้ว เราไม่เก่งเรื่องการตลาด ทั้งที่อยากจะเป็นเหมือนกัน เพราะว่าความทะเยอทะยานก็เหลืออยู่นิด ๆ หน่อย ๆ ก็สงวนมันเต็มที่เพราะกลัวมันจะหายไป (หัวเราะ) ยังโหยหา ยังอาลัยอาวรณ์มันอยู่
 
     
แนะนำเมื่อ 04ก.ค. 54
0ความคิดเห็น

แสดงความคิดเห็น

 

 

กรุณา Login เข้าระบบก่อนแสดงความคิดเห็น หรือสมัครสมาชิกใหม่ คลิกที่นี่

 

 

จำนวนการเข้าชม: 1,563,639 ครั้ง