แผนงานสร้างเสริมวัฒนธรรมการอ่าน Reading Culture Promotion Program

เข้าสู่ระบบ
ลืมรหัสผ่าน

บทความงานวิจัย

หมวดหมู่

การเดินทางของลูกอีสานชื่อ คำพูน บุญทวี

 

 
     ผมเป็นนักเดินทางตั้งแต่เรียนจบมัธยมปีที่ 6 หมาด ๆ ส่วนมากไปด้วยแรงสองขาสองเท้าซึ่งนาน ๆ ได้นั่งรถกับเขาหนหนึ่ง ผ่านความร้อนจัด หนาวจัด หิวจัด และผิดหวังจนนับไม่ถ้วน ห้าปีเป็นคนพเนจร ปรากฏว่ามีค่าเป็นเลขศูนย์ บางวันนั่งเหยียดขาดูตีนตัวเองด้วยความเวทนายิ่งนัก มันอุตส่าห์พาเราตระเวนไปทั่วทิศ แทนที่จะมีเกือกหนังดี ๆ ใส่ ก็ได้แต่เกือกผ้าใบเก่า ๆ ซื้อข้างถนน หรือว่าขาของเรานี่เป็นขาคนบ้านนอก มันเหมาะแต่เดินตามก้นควายเท่านั้นละหรือ... ทีนักมวยเอก นักฟุตบอล นักวิ่งราว และนักปล้น มีขาชุบด้วยทองคำหรือไร จึงมีเงินใช้ไร้โรคาพาให้สุขสมบูรณ์กว่าเรานัก ยิ่งไปเห็นขาของสาวเต้นระบำอะโกโก้ ทั้งสาวในซ่อง กลมกลึงดั่งลำเทียน ยิ่งนึกถึงขาของน้องสาวตัวเอง มีแต่คราบโคลนตมผสมกลิ่นสาบควาย ยิ่งเป็นห่วงมันว่าจะมีชายหนุ่มรักเดียวใจเดียวไปขอให้อยู่ในโอบกอดกันไหมหนอ
     หกปีผ่านเลยไป พระเจ้าดวงชะตาคงเห็นว่าตัวผมหน้าตาเด๋อด๋าลูกข้าวเหนียวนี่ คงเอาดีได้ในทางขีดเขียน จึงบันดาลให้ลงไปปักษ์ใต้ในวันหนึ่ง แล้วประทานตำแหน่งครูประชาบาลและผู้คุมเรือนจำให้ ซ้ำยังแถมให้พบรักสาวเดียวใจเดียวเสียอีก ญาติพี่น้องทั้งพ่อแม่รู้ข่าวดีใจนักหนา ให้กำลังใจไปว่า “ดีแล้วลูกเอ๋ย เจ้าจะได้หยุดการเดินทางเสียที จะได้มีลูกสืบนามสกุลบุญทวีเป็นคนดีของชาติ”
     พอได้ลูกชาย 2 หญิง 2 เจ้าดวงชะตาก็จูงมือหนีให้ไปเดินอยู่ในถนนนักประพันธ์เสียอีก ทั้ง ๆ ที่เมียสุดที่รักปานดวงใจเตือนว่า เป็นนักประพันธ์ไส้มันจะแห้งดั่งโบราณว่าไว้นะพ่อนะ ก็ยังไม่ยอมฟังเสียง พ่อผู้มีใจรักวรรณคดีท้องถิ่นอีสานให้กำลังใจไปว่า “ดีแล้ว ดีหลายลูกเอ๋ย การให้ความบันเทิงเพื่อนมนุษย์เป็นการสร้างกุศลอย่างหนึ่ง ไม่ต้องเสี่ยงตายให้นักโทษแหกคุกปาดคอเหมือนมีข่าวในหนังสือพิมพ์ เจ้าจงอ่านของนักประพันธ์ไทยผู้ยิ่งใหญ่ไว้เป็นเยี่ยงอย่าง เช่น หลวงวิจิตรวาทการ ยาขอบ ไม้เมืองเดิม และพนมเทียน เป็นต้น”
    นักประพันธ์แล้วก็กลับไปเป็นนักเดินทางอีกรอบหนึ่ง เพราะผมเป็นคนอัตคัดจินตนาการต้องให้ได้ฟังกับหูดูกับตาจึงจะเขียนได้ลื่นไหล ต้องมีเทปบันทึกเสียงกับกล้องถ่ายรูปติดตัวเวลาไปเที่ยวไหน ๆ พูดกับตัวเองอยู่ในใจเสมอว่าเราจะเป็นนักเขียนผู้ยิ่งใหญ่ เราจะเดินทางหมื่นลี้และอ่านหนังสือหมื่นเล่มเหมือนปราชญ์จีนกล่าวไว้ หลู่ซิ่น นักเขียนเอกจีนยังกล่าวไว้ว่า นักเขียนผู้ฉลาดนั้นต้องเป็นนักอ่านหนังสือและอ่านชีวิตไปด้วย
     ความใฝ่ฝันของผมกลายเป็นจริงในวันหนึ่ง นิยาย “ลูกอีสาน” กลายเป็นรางวัลอันยิ่งใหญ่ในชีวิต และเป็นรางวัลระดับอาเซียน แล้วเขาให้นั่งเรือบินไปเที่ยวต่างประเทศฟรี ๆ แสนยินดีปรีดาเหลือหลาย แต่ผมก็น้ำตาไหลเวลานั่งเรือบินคนเดียวเดี่ยวโดด เพราะไม่มีพ่อแม่หรือเมียสุดที่รักไปด้วยนั่นแหละ ยิ่งเรือบินแตะพื้นสนามบินดอนเมือง ผมยิ่งร้องไห้ดั่งเด็กอมมือ เรื่องของเรื่องมีว่าถ้าสนามบินดอนเมืองเป็นแผ่นดินภาคอีสานจะไม่เสียน้ำตาสักเม็ด
     จากวันนั้นต่อมาทำให้ผมมีหน้ามีตาขึ้นบ้าง เกือกใส่ตีนก็ได้เปลี่ยนมียี่ห้อใหม่ ปีละ 2 คู่บ้างละ และต่อมาอีกผมก็กลับเป็นนักเดินทางไม่หยุด ราวกับว่ามีสัญญาไว้กับนักอ่านว่า “คุณต้องเขียนให้พวกฉันอ่านจนคุณตายปากกาอยู่ในมือ” บางวันอ่อนระโหยโรยแรงก็ฝืนยิ้มให้กำลังตัวเองเพื่อจะได้งานเขียนสักเรื่องหนึ่ง
เสน่ห์ของการเดินทางเพื่อเอาสิ่งพบเห็นมาแปรเป็นตัวหนังสือของผม มันเข้าอยู่ในสายเลือดนานนับ 20 ปี ผมไม่เคยลืมกำพืดของตัวเอง หรือที่พูดกันว่าคนลืมตีนสักครั้ง เป็นความสัตย์ แต่ผมลืมความแก่ชราที่มันคอยจะมาหาในวันหนึ่ง
     ต้นปี พ.ศ. 2541 ที่ผ่านมาผมไปตระเวนแถวฝั่งแม่น้ำโขงเพื่อหาข้อมูลมาเขียนนิยายชื่อ “ผู้ยิ่งใหญ่แห่งลุ่มลำน้ำโขง” ไปไหว้พระธาตุพนม จึงทำให้นึกถึงคำสอนของพ่อวันหนึ่งว่า “เจ้าเป็นลูกอีสานเขียนเรื่องแผ่นดินอีสานนั้นดีอยู่ดอก เมื่อเป็นการทดแทนบุญคุณแผ่นดินเกิดของเจ้า นอกนั้นควรจะเขียนถึงคนสำคัญอีสานสักเล่มหนึ่ง เช่น พระวอพระตาผู้สร้างเมืองอุบลฯ เจ้าพ่อพญาแลผู้ยิ่งใหญ่แห่งเมืองชัยภูมิ พระประจักษ์ศิลปาคม บุคคลสำคัญของเมืองอุดรฯ พระยอดเมืองขวางแห่งเมืองคำม่วน และนักปราชญ์คนอีสานเหล่านี้ละ”
     แล้วผมจึงลงมือหาข้อมูลตำนานเมืองต่าง ๆ เป็นการใหญ่ เริ่มจากจังหวัดนครพนม มุกดาหาร อุบลฯ ยโสธร บ้านเกิดผม ศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ และนครราชสีมาที่เป็นหน้าด่านระหว่างอีสานกับภาคกลางของไทย เขียนเสร็จวันใดจึงจะขึ้นไปตระเวนอีสานกลางแวะเหนือให้หมด แล้วรวมพิมพ์เป็นเล่ม โดยมีประวัติคนสำคัญแต่ละจังหวัดปนอยู่ด้วย ตั้งชื่อเล่มนี้ว่า “คนดีและของดีอีสาน” คงดีไม่น้อย เพื่อต่างดอกไม้ธูปเทียนบูชาบุญคุณแผ่นดินอีสานและพระคุณนักปราชญ์นักพัฒนาบ้านเมืองภาคอีสานไว้ให้ลูกหลานรำลึกถึงมาถึงทุกวันนี้
     ออกพรรษาหน้าฝน ผมต้องขึ้นล่องอีสานเหนืออีกหนหนึ่ง ตอนนี้เดินทางผจญภัยในรถเมล์และรถมินิบัสไปก่อน ที่จริงผมไม่อยากสู้มลพิษอยู่ในเมืองกรุงดอก แต่ที่รับซื้อนิยายและเรื่องสั้นและสารคดีจากนักเขียน มันมีอยู่ในกรุงเทพฯ แห่งเดียว และก็เป็นแหล่งรับซื้อแรงงานคนอีสานบ้านผมมานานปีดีดัก
เสี่ยวรักของผมรุ่นถีบสามล้อด้วยกันยุค 2489 ยังมีชีวิตอยู่ในกรุงเทพฯ 5 คน ขับแท็กซี่และตุ๊กตุ๊กจนหัวขาว ฟันหลุดเกือบหมดปาก ลูกเสี่ยวคนหนึ่งถีบสามล้อรับจ้างตัวโก่งอยู่ตลาดเมืองนนทบุรี มันบอกกับผมว่ามีเมียหนึ่งลูกสองแล้วพ่อเสี่ยวเอ๋ย เหลือค่าเช่าวันละ 100 บาท ดีกว่าไปเดินอยู่ทุ่งทางอีสาน นาน ๆ จะเจอกบเขียดของกินสักทีหนึ่ง แล้วมันถามว่า “พ่อเสี่ยวยังเขียนเรื่องขายอยู่หรือเปล่าพ่อเสี่ยวไปยโสธรบ้านเกิดบ้างไหม ?”
     ผมตอบว่าไปสิและยังเขียนเรื่องขายอยู่ และก็ยังเป็นนักเดินทางเหมือนเดิม ถ้าไม่เดินทางหาเรื่องมาเขียนขายต้องกินแกลบกันละ ตอนนี้แกต้องขยันหาเงินกว่าแต่ก่อนถึง 10 เท่า เพราะเงินทองของกินมันหายากราคาแพง อย่าเอาเงินไปโยนลงในขวดเหล้าเสียหมด เขาว่าความจนไม่มีในหมู่คนขยันนะลูกนะ
ครับ ผมยังเป็นนักเดินทางท่องเที่ยวจนกว่าจะหมดแรงขา กว่าจะเขียนเรื่อง “คนดีและของดีอีสาน” ครบทุกจังหวัดคงสิ้นปี พ.ศ. 2541 โน้นละ ต่อจากนั้นถ้าเป็นไปได้ก็จะตระเวนไปทางเมืองลาว เตลิดขึ้นไปถึงเมืองยูนนาน อันเคยเป็นอาณาจักรน่านเจ้าที่ยิ่งใหญ่ของไทยสยามและลาวแต่กาลก่อน คุณผู้อ่านมีแรงมีเวลาเหลือใช้ไปกับผมไหมละ หากเห็นว่าการเดินทางท่องเที่ยวเป็นกำไรชีวิต และเป็นยาขนานเอกบำรุงชีวิต จงเตรียมกายใจไว้เถิด ไม่มีที่ไหนน่าดูชมเท่าเมืองไทยอันเป็นอันถิ่นเกิดของเราดอก
     อันว่าเมืองนอกนั้นผมไม่อยากไปอีกแล้วหละ เพราะหาข้าวเหนียวนึ่งกับซุบหน่อไม้ ไก่ย่าง ส้มตำ และก้อยไข่มดแดง กินยากเหลือหลาย หากผมมีโอกาสคงได้มารำเซิ้งด้วยตัวหนังสืออยู่ในหน้า “ถนนคนเดินทาง” อีกหนหนึ่งครับ
 
 
ที่มา : อนุสาร อ.ส.ท. ปีที่ 39 ฉบับที่ 1 เดือนสิงหาคม 2541
แนะนำเมื่อ 30พ.ค. 54
0ความคิดเห็น
Share

แสดงความคิดเห็น

 

 

กรุณา Login เข้าระบบก่อนแสดงความคิดเห็น หรือสมัครสมาชิกใหม่ คลิกที่นี่

 

 

จำนวนการเข้าชม: 1,419,978 ครั้ง