แผนงานสร้างเสริมวัฒนธรรมการอ่าน Reading Culture Promotion Program

เข้าสู่ระบบ
ลืมรหัสผ่าน

ค้นหา

บทความงานวิจัย

หมวดหมู่

แม่ของ “น้ำพุ” ….สุวรรณี สุคนธา โดย จรัล มานตรี

 

ครั้งใด...ที่มีการตั้งวงสนทนา โดยการหยิบยกเอาเรื่องราวของ “น้ำพุ” หรือ “วงศ์เมือง นันทขว้าง” -เด็กหนุ่มผู้แสนจะอ่อนไหวและปรารถนาบางสิ่งที่เขาทำได้เพียงแค่ “ฝัน” ครอบครัวอันอบอุ่นคือ ฝันที่เขาปรารถนา ทว่าฝันนั้นกลับจบลงด้วยการจากไปของเขาด้วยวัยเพียง ๑๘ ปีเศษ สาเหตุจากยาเสพติด -มาเป็นหัวข้อของการถกเถียงพูดคุย

น้ำเสียงและท่วงทำนองของบทสนทนาเหมือนถูกกำหนดไว้อย่างตายตัวเสมอ มันจะดำเนินไปอย่างเศร้าสร้อย เห็นใจ และอาลัยลา แด่ดวงวิญญาณที่จากไป ขณะที่บทสรุปของการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น, ทุ่มเถียง มักวนเวียนอยู่กับการโยนความผิดทั้งหลายทั้งปวงไปให้แก่พ่อแม่ -คู่สามีภรรยาที่สัมพันธภาพของชีวิตคู่ ดำเนินไปอย่างกระท่อนกระแท่น จนนำไปสู่การแยกทางกันในที่สุด และเชื่อกันว่า นี่คือมูลเหตุสำคัญสุดที่นำความตายมาสู่เด็กหนุ่มนัยน์ตาเศร้าผู้นี้ !

หลายครั้งที่ผู้เขียนรับรู้ว่า ตราชั่งของวงสนทนาดูจะถ่ายเทน้ำหนักความผิดลงไปที่ตัวของ สุวรรณี สุคนธา แม่แท้ๆ ของน้ำพุ และอดีตนักเขียนหญิงระดับแนวหน้าของประเทศซึ่งมีไม่กี่คนเมื่อ 20 กว่าปีก่อน โดยพุ่งไปที่ความบกพร่องของสุวรรณีที่ไม่สามารถทำหน้าที่ “แม่” และ “เมีย” ได้อย่างสมบูรณ์แบบ อันเป็นวิธีคิดของคนในสังคมไทยที่มีกรอบความคิด “อุดมการณ์ชายเป็นใหญ่” (Patriarchy) ครอบงำอยู่ ซึ่งภายใต้กรอบวิธีคิดดังกล่าว เธอและหญิงไทยทั่วไปจึงมีสถานะที่ต้องอดทน และก้มหน้ายอมรับในทุกสถานการณ์อันเลวร้ายที่เกิดขึ้นจากฝ่ายสามี ทั้งนี้ ก็เพื่อประคับประคองครอบครัวให้อยู่เย็นเป็นสุข

ทันทีที่บทสนทนาเดินทางมาถึงตรงจุดนี้ ม่านเวทีก็จะโรยตัวปิดฉากการแสดงเหมือนเช่นทุกครั้ง แต่สำหรับผู้เขียน สิ่งนี้ยังคงไม่จบ แม้ผู้ชมจะเดินออกจากโรงไปหมดแล้ว คำถามมากมาย ผุดพรายขึ้นในหัวกบาล พร้อมๆ กับที่หูแว่วได้ยินเพลง BLOWING IN THE WIND ของบ๊อบ ดีแลน ที่โด่งดังในช่วงแห่งการแสวงหาในยุคศตวรรษที่ ๑๙๖๐ ส่งเสียงมากับสายลมเหน็บหนาวและเหงาเงียบ ราวกับจะบอกว่า “คำตอบนั้น... มันล่องลอยอยู่ในสายลม”

 

โดยส่วนตัว ในการรับรู้เรื่องราวของน้ำพุของผู้เขียน อาจแตกต่างไปจากผู้อื่นอยู่บ้าง เล็กน้อย หลายคนอาจรับรู้เรื่องราวของเด็กหนุ่มผู้นี้ ในรูปแบบของภาพยนตร์ที่กำกับโดยยุทธนา มุกดาสนิท ผู้กำกับชื่อดังเมื่อหลายสิบปีก่อน โดยมีอำพล ลำพูน นักแสดงที่ไม่ค่อยคุ้นหูนักในช่วงเวลานั้น รับบทน้ำพุ ขณะที่ ภัทราวดี มีชูธน นักแสดงหญิงเจ้าบทบาท รับบทสุวรรณี

น้ำพุได้สร้างปรากฏการณ์ใหม่ให้กับวงการ ด้วยการออกฉายราวกลางปี ๒๕๒๗ ทุบสถิติรายได้ไปถึง ๑๕ ล้านบาท บรรยากาศตามหน้าโรงหนังที่ฉายหนังเรื่องน้ำพุ เต็มไปด้วยผู้คนที่แออัดยัดเยียดกันเพื่อแย่งกันเข้าชม ไม่ต่างอะไรไปจากที่เมื่อครั้ง “สุริโยไท” หรือ “ต้มยำกุ้ง” ลงโรงฉาย น้ำพุร่ายเวทมนตร์เนรมิตให้อำพล ลำพูน จากนักแสดงที่ไม่มีใครรู้จักให้กลายเป็นชื่อที่ติดปากคนเพียงแค่ชั่วเวลาไม่ทันข้ามคืน อิทธิพลของภายยนตร์เรื่องนี้ยังส่งผลให้อำพลได้รับรางวัลนักแสดงนำชายยอดเยี่ยมตุ๊กตาทองและรางวัลสุพรรณหงษ์ รวมทั้งจากงานเทศกาลภาพยนตร์แห่งเอเซียและแปซิฟิก ครั้งที่ 29 อีกด้วย

ในตอนนั้นเอง ที่คนทั้งประเทศได้ร่วมรับรู้เรื่องราวของวงศ์เมือง นันทขว้าง หรือ น้ำพุตัวจริง พร้อมๆ กับที่ประเด็นปัญหาเรื่อง “ความอบอุ่นในครอบครัว และฤทธิ์ร้ายของยาเสพติด” ได้ถูกจุดขึ้นในสังคมไทย “เด็กมีปัญหา” กลายเป็นคำฮิตระบาดไปทั่วประเทศ ไม่ต่างอะไรจากคำว่า “กิ๊ก” ดังเช่นปัจจุบัน

 

สำหรับผู้เขียนไม่ได้รับรู้เรื่องราวของน้ำพุในแบบของภาพยนตร์เพียงอย่างเดียว แต่ยังได้สัมผัสในรูปแบบของหนังสือมาก่อนด้วย หนังสือเล่มบางๆ เล็กๆ แต่แสนเศร้าที่ชื่อ “เรื่องของน้ำพุ” ได้เกิดขึ้นมาหลายปีก่อนที่มันจะกลายมาเป็นภาพยนตร์

สุวรรณีได้ดัดแปลงวรรณกรรมชิ้นนี้จากหนังสือที่พิมพ์แจกในงานศพของน้ำพุเอง (เสียชีวิตเมื่อวันที่ ๒๘ พฤษภาคม ๒๕๑๗) โดยรวบรวมเอาจดหมายทั้ง ๑๐ ฉบับของน้ำพุ ที่มีมาถึงเธอในช่วงระหว่างการอดยาที่สำนักสงฆ์ถ้ำกระบอก สระบุรี และยังได้เพิ่มงานเขียนสั้น ๒-๓ ชิ้นลงไป เพื่อถ่ายทอดความรู้สึกของผู้เป็นแม่ที่มีต่อลูกชายผู้จากไป

“ที่จริงไม่ว่าเรื่องอะไรทั้งนั้นที่แม่ไม่ค่อยขัดใจน้ำพุ ราวกับจะรู้ว่าน้ำพุมีเวลาอยู่กับแม่น้อยนิดเดียว เพียง ๑๘ ปีกับ ๒ เดือน ๑๕ วัน”

ข้อความตอนหนึ่งของสุวรรณีที่เขียนถึงน้ำพุ ปรากฏอยู่ในส่วน “คำนำ”

ขณะที่ ในหน้า ๑๑ เธอได้ถ่ายทอดความรู้สึกของผู้เป็นแม่ ขณะตระกองกอดร่างอันไร้วิญญาณของน้ำพุแนบอกเป็นครั้งสุดท้าย

“แม่จูบน้ำพุเป็นครั้งสุดท้าย น้ำตาของเราไหลปนกัน เมื่อแม่บอกน้ำพุว่าหลับให้สบายนะลูก จากนั้นแม่ก็มีชีวิตอยู่ไปวันๆ เหมือนถูกไขลาน จากวันนั้นจนกระทั่งวันนี้แม่เพิ่งได้รู้จักความทุกข์นั้นใหญ่หลวงหนักหนาเพียงไร”

จากตัวอักษรที่บรรจงเขียนขึ้นด้วยความรู้สึกปิ่มว่าจะขาดใจของผู้เป็นแม่เหล่านี้ ที่ทำให้ผู้เขียนไม่อาจทำใจคล้อยตามคำพิพากษาของสังคมต่อผู้หญิงคนนี้ได้ แม่ที่เต็มใจหอบหิ้วภาระน้อยๆ ทั้ง ๔ ชีวิตเพื่อไปตายเอาดาบหน้า ภายหลังจากการหย่าร้างกับสามีผู้นี้น่ะหรือ คือผู้ที่ต้องรับผิดชอบต่อเคราะห์กรรมที่เกิดขึ้นกับลูกชายแท้ๆ ของเธออย่างโดดเดี่ยวและอ้างว้าง

แม้ว่า ในหน้า ๑๓ ของหนังสือเล่มนี้ เธอจะกล่าวในทำนองยอมรับความผิดที่เกิดขึ้นก็ตาม

“...นี่เป็นความผิดของแม่คนเดียว ไม่ใช่ของใครเลย และบัดนี้แม่ก็รับกรรมอันนั้นแล้ว หลับให้สบายเถอะนะน้ำพุ ระหว่างเราแม่ลูกไม่ต้องพูดกันถึงชาตินี้ หรือชาติหน้าหรอก น้ำพุอยู่ในหัวใจของแม่ตลอดเวลาอยู่แล้ว”

... แม่

๓๑ พ.ค. ๑๗

ภัทราวดี มีชูธน ผู้รับบท “สุวรรณี” ในภาพยนตร์ให้สัมภาษณ์ไว้ในนิตยสาร a day ประจำเดือนตุลาคม ๒๕๔๓ หน้า ๕๕ เกี่ยวกับตัวตนของสุวรรณี เอาไว้ว่า

“ที่ผ่านมาก็รู้จักคุณสุวรรณีพอสมควร เคยเจอกันในงาน พูดคุยหัวเราะ สนิทสนมกัน รักแกมาก จะเจอไม่ได้ พอจะเจอกันต้องกระโจนเข้าหากัน (หัวเราะสนุก) ส่วนมากจะพบกันในงาน เวลาได้คุยกันแล้ว มีความรู้สึกเหมือนความคิดของเรามันถึงกัน อาจเป็นเพราะว่ามีอะไรเหมือนกันหลายๆ อย่าง เป็นผู้ใหญ่เหมือนกัน มีความมั่นใจในตัวเองเหมือนกัน นี่ไม่นับนิสัยแบบ ฉันอยากจะทำอะไรฉันก็ทำ ฉันเป็นตัวของตัวเอง ชีวิตเป็นของฉัน ไม่กลัวใครจะมองอะไรอย่างนั้น ซึ่งคุณอาจจะคิดว่ามันเป็นเรื่องธรรมดา เพราะยุคนี้เราก็มีผู้หญิงแบบนี้ให้เห็นกันเยอะ แต่สมัยนั้นมันต่างจากวันนี้มาก”

บทสรุปของภัทราวดี สะท้อนให้เห็นว่า สุวรรณีมิใช่ผู้หญิงของยุคสมัยเมื่อ ๒๐ ปีก่อน ยุคสมัยที่ถือว่า การหย่าร้างกับชายผู้เป็นสามี ถือเป็น “ความผิดบาปของฝ่ายหญิง” และจะยิ่งโจษขานกันไปทั่วบ้านทั่วเมือง หากสาวใหญ่ลูกติดอย่างสุวรรณี คิดจะมองหาชายคนใหม่สักคนสำหรับการเป็น “ที่พักพิง” ของชีวิต

และทั้งหมดที่กล่าวมานี่นั่นคือ สิ่งที่สังคมได้กระทำไว้กับผู้หญิงคนหนึ่งที่ชื่อ สุวรรณี สุคนธา ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาจวบจนกระทั่งถึงปัจจุบัน

 

แต่จะอย่างไร ถึงแม้สุวรรณี จะผ่านความทุกข์ระทมมาแสนสาหัสเพียงใด แต่ในวันนี้ ผู้เขียนเชื่อว่าเธอน่าจะมีความสุขแล้ว เพราะหลังการจากไปของน้ำพุเป็นเวลากว่า 10 ปี เธอก็ได้เดินทางไปอยู่ร่วมกันกับน้ำพุ ลูกชายอันเป็นที่รักของเธออีกครั้งหนึ่ง

แม้การอยู่ร่วมกันครั้งนี้จะเป็นการอยู่ร่วมกันในอีกภพหนึ่ง....ก็ตาม

 

เมื่อเวลาประมาณ ๑๖.๓๐ น. วันที่ ๓ ก.พ. ๒๗ ได้มีคนร้ายขับรถ บี.เอ็ม.ดับบลิว. นำศพ "สุวรรณี สุคนธา" ไปทิ้งที่บริเวณหลังสวนสยาม ถนนรามอินทรา แขวงคันนายาว เขตบางกะปิ สภาพศพถูกมีดแทงตามร่างกาย ๘ แผล ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ติดตามจับกุมนายคชินทร์ สมบูรณ์ และนายไพฑูรย์ สว่างไพร สองนักเรียนโรงเรียนช่างกลแห่งหนึ่ง คนร้ายที่พยายามแย่งชิงรถยนต์ แต่เมื่อสุวรรณีขัดขืน เธอจึงถูกทำร้ายจนเสียชีวิต… ข่าวจากหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ฉบับวันที่ ๔ ก.พ. ๒๕๒๗

 

โดย จรัล มานตรี

ci�nnrN�@ܻ-height: normal; orphans: 2; text-align: start; text-indent: 0px; text-transform: none; white-space: normal; widows: 2; word-spacing: 0px; -webkit-text-size-adjust: auto; -webkit-text-stroke-width: 0px; background-color: rgb(255, 255, 255); ">เมื่อเวลาประมาณ ๑๖.๓๐ น. วันที่ ๓ ก.พ. ๒๗ ได้มีคนร้ายขับรถ บี.เอ็ม.ดับบลิว. นำศพ "สุวรรณี สุคนธา" ไปทิ้งที่บริเวณหลังสวนสยาม ถนนรามอินทรา แขวงคันนายาว เขตบางกะปิ สภาพศพถูกมีดแทงตามร่างกาย ๘ แผล ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ติดตามจับกุมนายคชินทร์ สมบูรณ์ และนายไพฑูรย์ สว่างไพร สองนักเรียนโรงเรียนช่างกลแห่งหนึ่ง คนร้ายที่พยายามแย่งชิงรถยนต์ แต่เมื่อสุวรรณีขัดขืน เธอจึงถูกทำร้ายจนเสียชีวิต… ข่าวจากหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ฉบับวันที่ ๔ ก.พ. ๒๕๒๗ 

โดย จรัล มานตรี 

http://www.thaiwriternetwork.com/

แนะนำเมื่อ 27ก.ย. 55
0ความคิดเห็น
Share

แสดงความคิดเห็น

 

 

กรุณา Login เข้าระบบก่อนแสดงความคิดเห็น หรือสมัครสมาชิกใหม่ คลิกที่นี่

 

 

จำนวนการเข้าชม: 5,818,587 ครั้ง