แผนงานสร้างเสริมวัฒนธรรมการอ่าน Reading Culture Promotion Program

เข้าสู่ระบบ
ลืมรหัสผ่าน

บทความงานวิจัย

หมวดหมู่

ดอกวาสนา - วาด ระวี

 

 
ดอกวาสนาจะบานเพียงปีละหนึ่งครั้ง และจะส่งกลิ่นเฉพาะในเวลากลางคืน
 
เย็นวันนั้นเมื่อกลับถึงบ้าน น้าชี้ชวนให้ดูดอกวาสนา ผมเพียงแต่มองผ่าน ๆ เช้าวันถัดมาเมื่อผมออกจากบ้าน เห็นดอกวาสนาอีกครั้ง ลองดมดูแต่ก็ไม่ได้กลิ่นของมัน เมื่อกลับเข้าบ้านในตอนดึกด้วยความมึนเมา ผมไม่ได้แม้แต่มองดอกวาสนา เช้าวันต่อมาผมก็ออกเดินทาง โดยจำไม่ได้ว่าเหลียวมองดอกไม้สีขาวนั้นหรือไม่
 
ผมมาถึงเชิงภูกระดึงในตอนบ่าย นับจากครั้งสุดท้ายที่ขึ้นภูกระดึง น่าจะเกินสิบปี กระชับกระเป๋าสะพายให้ทะมัดทะแมง ออกก้าวเดินไปช้า ๆ ไปสู่ความนึกคิดหนึ่งที่คลี่ออกรองรับแต่ละก้าวที่ย่างไปเบื้องหน้า
 
ผมเดินอย่างเชื่องช้า และระมัดระวังมิให้พลาดพลั้งต่อความประมาท แตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับการเดินขึ้นภูกระดึงเมื่อสิบกว่าปีก่อน จำได้ว่าเวลานั้นตนเองเอาแต่ก้มหน้าก้มตาเดินเพื่อทำเวลา ด้วยความหนุ่มแน่นและมั่นใจในกำลังของตนเอง ครั้งนั้นผมน่าจะใช้เวลาเดินสัก 2 ชั่วโมง หมายจะขึ้นถึงภูกระดึงเป็นคนแรกในกลุ่มเพื่อนที่ไปด้วยกัน แต่ครั้งนี้แตกต่างออกไป ผมมาเพียงคนเดียว ไม่ต้องการทำเวลา และไม่ต้องการแข่งกับใคร ด้วยสังวรในสังขารร่างกายที่แตกต่างจากวัยหนุ่มคะนอง ผมเดินช้า ๆ ชมนกชมไม้ไปตลอดทาง ระวังทุกเม็ดเหงื่อที่ผุดขึ้นและหยดลง ระหว่างทางได้พบเห็นคนเดินขึ้นและสวนลงมาจำนวนไม่น้อย ส่วนมากเป็นวัยรุ่น แต่คนชราก็มีให้เห็น เด็กหนุ่มมักเดินขึ้นเป็นกลุ่ม แบกสัมภาระจำนวนมาก ซึ่งก็รวมถึงเตาถ่านลูกใหญ่ หม้อกระทะ และสารพัดอุปกรณ์ที่ช่วยกันหิ้วหอบขึ้นไปด้วยพลังเหลือเฟือ ไม่ต่างกับผมและเพื่อนในครั้งนั้น แต่ครั้งนี้ผมเดินสบาย ๆ ด้วยถุงสะพายเพียงใบเดียว
 
ลูกหาบแบกไม้ท่อนยาวห้อยสัมภาระจำนวนมากไว้กับปลายทั้งสอง ผู้ชายร่างอ้วนเผละนั่งอยู่บนแคร่โดยมีลูกหาบสี่คนหามแคร่ขึ้นไป คนนั่งแคร่มีไม่มาก ส่วนมากเป็นคนที่อ้วนมากจนเดินไม่ไหว คนเจ็บ และเด็ก ส่วนคนแก่ชราที่นั่งแคร่นั้นแทบไม่เห็น เห็นแต่เดินขึ้นไปและสวนลงมา เด็กหนุ่ม ๆ ที่ร่างกายแข็งแรงโอ้อวดด้วยการวิ่ง และเดินอย่างเร็ว พร้อมกับเป้ใบใหญ่บนหลัง คนที่เดินตัวเปล่าก็มีไม่น้อย แต่ส่วนมากจะเป็นผู้หญิง กับคนวัยกลางคน เด็กหนุ่มที่คะนองหน่อยก็มักเอ่ยคำหยอกล้อกับคนที่หยุดยืนหอบ หรือคนที่เดินช้าอย่างยิ่งเช่นผม เมื่อถึงช่วงพักที่มีเพิงร้านอาหารเรียงราย ผู้เดินทางก็ตรงเข้าหาน้ำแข็งใส น้ำอัดลม และอาหาร แต่ผมกลับไม่กระหายเท่าที่คิด จึงซื้อเพียงมะเฟืองฝานบาง ๆ ลูกหนึ่ง ดูทิวทัศน์ ตากลมพอร่างหมาด และออกเดินต่อ พร้อมกับแทะมะเฟืองฝาน ซึ่งพบว่าไม่เพียงทำให้ชุ่มชื่นลำคอ แต่ยังความเพลิดเพลินต่อการเดินอย่างยิ่ง
 
สิ่งที่พบเห็นตลอดระยะทางทำให้ผมรู้สึกว่าภูกระดึงยังไม่เปลี่ยนแปลง ธรรมเนียมของการทดสอบกำลังกายและใจยังคงดำรงอยู่ เราจะไม่พบแววแห่งความภาคภูมิบนดวงตาของผู้ที่นั่งอยู่บนแคร่ หากแต่เป็นในทางตรงกันข้าม ตลอดเส้นทางขึ้นภูกระดึงนี้คนที่นั่งสบายจะรู้สึกอิจฉาผู้ที่ร่างโทรมเหงื่อ สำหรับคนที่แสดงกำลังอันเหลือเฟือ แม้บางคนอาจจะมองว่าเป็นการโอ้อวดไร้สาระของวัยรุ่น แต่พวกเขาก็ยังร่าเริงและมีความภาคภูมิที่ได้เดินไปด้วยขาของตัวเอง เมื่อขึ้นไปถึงบนยอด ผู้คนก็ยังนิยมไปยืนถ่ายคู่กับป้ายผู้พิชิตภูกระดึง
 
เมื่อขึ้นเหยียบยืนอยู่บนภูกระดึง ผมก็พบว่าตัวเองขึ้นมาถึงเร็วกว่าที่คิดมาก
 
ก่อนเดินขึ้น ผมคิดว่าอย่างน้อยคงต้องใช้เวลาสัก 4 ชั่วโมง ประเมินสภาพร่างกายของตนแล้วก็คิดว่า หากใช้เวลาเดินสักสามชั่วโมงกว่า ๆ ก็ต้องถือว่าเร็วมากแล้ว แต่เมื่อดูเวลาบนภูกระดึง ผมกลับพบว่าตนเองใช้เวลาไม่ถึง 3 ชั่วโมง ในช่วงสุดท้ายของการเดินขึ้นผมเดินผ่านกลุ่มเด็กหนุ่มที่ออกเดินนำในตอนแรกไปสองสามกลุ่ม เริ่มรู้ว่าตนเองเดินขึ้นมาถึงเร็วกว่าที่คิด แต่ก็ไม่คิดว่าจะใช้เวลาน้อยขนาดนี้ ยิ่งเมื่อคิดถึงความเหนื่อยในขณะทำเวลาเมื่อสิบกว่าปีก่อน ยิ่งทำให้รู้สึกย้อนไปว่าตอนนั้นผมคิดว่าตัวเองเดินเร็วได้อย่างไร หากผมในตอนนี้ใช้เวลาเพียงแค่นี้ ตอนนั้นผมคงไม่ได้เดินเร็วอย่างที่คิดเสียแล้วกระมัง แต่ที่แน่ ๆ คือ ตอนนี้ผมไม่ค่อยเหนื่อยเท่าไร นอกจากนี้ยังรู้สึกว่าเป็นการเดินที่เพลินเสียด้วยซ้ำ
 
ข้างบนภูกระดึงดูเป็นระเบียบเรียบร้อยขึ้นมาก มีเด็กหนุ่มกลุ่มหนึ่งเปิดร้านเช่าจักรยานอยู่ตรงหลังแป ผู้คนบางตาในช่วงปลายของฤดูหนาว อากาศเย็นสบาย ที่กางเต็นท์เป็นลานโล่ง มีกวางป่าคอยมาขโมยอาหารและขนมที่ใครอาจจะวางอยู่ข้างเต๊นท์
 
คอปเตอร์ลำหนึ่งลงจอดใกล้ที่กางเต๊นท์ เสียงของมันดังสนั่น ลมจากปีกใบพัดผลักหญ้าและเต็นท์จนเอนลู่ แม่ค้าคนหนึ่งบอกว่ารัฐบาลมีโครงการจะสร้างกระเช้าขึ้นภูกระดึง และอีกสองวันนายกรัฐมนตรีทักษิณจะบินมาภูกระดึง
 
ความรู้สึกหนึ่งที่เกิดขึ้นกับผมก็คือข่าวแย่ ๆ มักจะมาคู่กับชื่อของนายกรัฐมนตรีคนนี้ จากนั้นผมจึงคิดไปว่า หากมีกระเช้า ภูกระดึงจะเป็นอย่างไร แม่ค้าบอกว่าลูกหาบคงตกงาน ซึ่งเป็นสิ่งที่ทุกคนที่ภูกระดึงไม่ต้องการ แม่ค้ายังกล่าวด้วยความเชื่อมั่นว่าคงไม่มีกระเช้า เพราะคนที่นี่ไม่ต้องการ ผมเชื่อว่าหากมีกระเช้า ความเปลี่ยนแปลงต่อภูกระดึงคงไม่มีอยู่เพียงสิ่งที่จะเกิดกับลูกหาบ ภูกระดึงเป็นพื้นที่เพียงหย่อมเล็ก ๆ ที่ยังมีธรรมเนียมเกี่ยวกับกำลังกายและกำลังใจอย่างที่เห็นตอนเดินขึ้นมา แน่นอนว่ากระเช้าแตกต่างจากแคร่ที่หามโดยลูกหาบ กระเช้านั้นเร็วกว่า สะดวกกว่า ทันสมัยกว่า และที่สำคัญมิดชิดและมีระยะห่างมากกว่า กระเช้านั้นลอยอยู่บนฟ้า ขณะที่แคร่นั้นแบกอยู่บนบ่าของลูกหาบ ความทุกลักทุเลย่อมต่างกัน ความมิดชิดและระยะห่างก็ทำให้มุมมองที่เกิดขึ้นบนกระเช้าแตกต่างจากบนแคร่ กระเช้านั้นลอยอยู่บนฟ้าและขาของคนในนั้นก็ห่างจากพื้น กระเช้าจะกลายเป็นกำแพงอันแข็งแกร่งที่ขวางกั้นคนไว้จากความภาคภูมิเกี่ยวกับกำลังกายและกำลังใจ สายตาของคนที่มองลงมาจากกระเช้าย่อมไม่สามารถอิจฉาหยาดเหงื่อโทรมร่างของคนที่กำลังเดิน ไม่แตกต่างจากสายตาจากรถเก๋งที่วิ่งไปมาอยู่บนถนนในกรุงเทพฯ การทดสอบกำลังกายและกำลังใจจะกลายเป็นเรื่องไร้ความหมาย โลกของภูกระดึงที่คนจะมีความภาคภูมิเมื่อสามารถเอาชนะกายและใจของตัวเอง จะเปลี่ยนเป็นโลกของคนฉลาดที่เลือกนั่งกระเช้ากับคนโง่ที่เลือกเดิน หรือคนมีเงินที่สามารถนั่งกระเช้ากับคนจนที่ต้องเดิน ไม่แตกต่างกับที่อื่น ๆ ทุกที่ในประเทศไทย เด็กหนุ่มสาวที่ฉุดมือช่วยส่งกันขึ้นถึงหลังแป เด็กหนุ่มที่คึกคะนองในกำลังขาที่อาจจะเรียนรู้การเดินช้า ๆ เมื่อวัยเปลี่ยนไป ก็จะเปลี่ยนเป็นเด็กหนุ่มสาวที่เฉยชาอยู่ในตู้กระเช้า เป็นผู้ชมที่ได้แต่นั่ง เลียไอศกรีม และโยนถุงขนมลงมาเป็นขยะ
 
ไม่รู้ว่าทำไมผมถึงคิดได้แต่ภาพที่ห่อเหี่ยวเช่นนั้น
 
เมื่อกลับจากภูกระดึงถึงบ้าน ผมพบว่าดอกวาสนาไม่อยู่แล้ว น้าบอกว่าวาสนาจะออกดอกเพียงปีละครั้ง และส่งกลิ่นหอมเฉพาะในตอนกลางคืน สิ่งที่น้าบอกทำให้ความพึงพอใจในการเดินขึ้นภูกระดึงช้า ๆ ของผมมีรสชาติที่ฝาดเฝื่อนลง ความรู้สึกว่าตนเองเปลี่ยนแปลง แท้จริงอาจจะเปลี่ยนเพียงน้อยนิด หรือไม่ได้เปลี่ยนไปเลย บางทีผมอาจจะยังคงก้มหน้าก้มตาเดินหาจุดหมายอยู่เหมือนเดิม
 
ภูกระดึงเปิดให้ขึ้นเพียงปีละ 6 เดือน ชีวิตคนคนหนึ่งจะมีโอกาสขึ้นภูกระดึงสักกี่ครั้ง ดอกวาสนาบานเพียงปีละครั้ง และส่งกลิ่นเฉพาะกลางคืน ผมกำลังคิดว่าชีวิตตนเองจะมีโอกาสดมกลิ่นดอกวาสนาสักกี่ครั้ง สรรพสิ่งล้วนมีวาระและเวลาของมัน ความหมายของชีวิตเราก็งอกเงยขึ้นจากจังหวะเวลาของเราที่สัมพันธ์เข้ากับจังหวะเวลาของสรรพสิ่ง แน่นอนว่าผมกำหนดเวลาการบานของดอกวาสนาไม่ได้ แต่นั่นไม่ใช่สิ่งน่าเสียใจ การมองไม่เห็นความหมายที่ชีวิตและสรรพสิ่งสัมพันธ์กันจนงอกเงยขึ้นต่างหากที่ก่อให้เกิดความรู้สึกว่างเปล่าเหมือนนั่งเป็นผู้ชมอยู่ในกระเช้า
 
ขอบคุณเรื่องราวจาก http://www.onopen.com/
แนะนำเมื่อ 27ก.ย. 55
0ความคิดเห็น
Share

แสดงความคิดเห็น

 

 

กรุณา Login เข้าระบบก่อนแสดงความคิดเห็น หรือสมัครสมาชิกใหม่ คลิกที่นี่

 

 

จำนวนการเข้าชม: 1,439,143 ครั้ง