แผนงานสร้างเสริมวัฒนธรรมการอ่าน Reading Culture Promotion Program

เข้าสู่ระบบ
ลืมรหัสผ่าน

บทความงานวิจัย

หมวดหมู่

ตามรอย 'รัชกาลที่ 5 เสด็จประพาสเกาะชวาสามครา'

 

 
ตั้งแต่โบราณกาล สยามประเทศเจริญรุ่งเรืองได้ด้วยพระปรีชาชาญของพระมหากษัตริย์ พระบรมโพธิสมภารแผ่ไพศาลเป็นร่มเงาแก่พสกนิกรเสมอมา
 
 หากจะนึกย้อนไปถึงพระมหากรุณาธิคุณนานัปการ ซึ่งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ทรงหวังว่าจะช่วยพัฒนาประเทศชาติให้ทัดเทียมนานาอารยประเทศได้ พระองค์ทรงศึกษาและนำมาประยุกต์ใช้ จนกระทั่งสยามประเทศเปลี่ยนแปลงสู่ยุคใหม่ ทั้งด้านการทหาร การคมนาคม การศึกษา และอีกมากมาย ด้วยพระปรีชาสามารถนี้ทำให้พระองค์เป็นที่เคารพยกย่องว่าเป็น 'มหาราช' พระองค์หนึ่ง
 
 การศึกษาจากตำราย่อมไม่เพียงพอสำหรับการพัฒนาประเทศ ชวา (อินโดนีเซีย) ซึ่งอยู่ใต้อาณัติชนชาติตะวันตกจึงเป็นแหล่งเรียนรู้ชั้นดี เพราะนอกจากชาวฝรั่งมังค่าจะเข้ามายึดครอง เพื่อตักตวงทรัพยากรและขยายดินแดนแล้ว ยังถ่ายทอดวัฒนธรรมและวิทยาการอันได้ชื่อว่านำสมัยไว้มาก
 
 ทว่า ชวามีอะไรดีหนักหนา พระพุทธเจ้าหลวงจึงโปรดที่จะเสด็จประพาสถึงสามครั้งสามครา...
 
 อิ่มทิพย์ ปัตตะโชติ ซูฮาร์โต สตรีไทยที่ใช้ชีวิตอยู่ที่ประเทศอินโดนีเซียมากกว่า 30 ปี ตั้งแต่สมรสกับสามีชาวอินโดนีเซียเมื่อปี ค.ศ. 1978 อิ่มทิพย์เคยร่ำเรียนจากตำราเกี่ยวกับพระมหากรุณาธิคุณของพระพุทธเจ้าหลวง เธอซาบซึ้งและปรารถนาจะได้ตามรอยพระองค์ท่านสักครั้ง
 
 ดั่งเทวดาประทานพรให้เธอได้ไปพำนัก ณ ดินแดนที่พระพุทธเจ้าหลวงเคยประพาส เพื่อนำวิทยาการกลับมาพัฒนาประเทศถึงสามครา หลายแห่งบนเกาะชวาพระองค์เคยประทับฝ่าพระบาทไว้ ประวัติศาสตร์ไทยเคยจารึกอยู่ที่นั่น
 
 "จำได้ว่าตอนเรียน มีในหนังสือประวัติศาสตร์ว่าพระพุทธเจ้าหลวงนำวิทยาการใหม่ๆ มาพัฒนาประเทศไทย ก็เลยอยากทราบว่า พระองค์เสด็จที่ไหนบ้าง อยากไปดูว่าของจริงเป็นอย่างไร"
 
 นอกจากจะทำหน้าที่แม่บ้านที่ดีแล้ว เธอยังหาโอกาสเดินทางไปยังที่ต่างๆ ซึ่งพระพุทธเจ้าหลวงเคยประพาส โดยอาศัยหนังสือจดหมายเหตุ การเสด็จประพาสชวาเป็นเข็มทิศนำทาง
 
 อิ่มทิพย์เล่าว่าเมื่อร้อยปีก่อนชวาถือเป็นประเทศในอุษาคเนย์ที่เจริญก้าวหน้ามาก คล้ายจำลองประเทศแถบยุโรปไว้เลยทีเดียว
 
 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จประพาสชวาครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2413 ครั้งนั้นพระองค์ยังทรงเป็นยุวกษัตริย์ มีพระชนมายุเพียง 17 พรรษา โดยมีเจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ (สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์-ช่วง บุนนาค) สมุหกลาโหมเป็นผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน การเสด็จประพาสถึงสามครั้ง พระองค์ทรงตั้งพระทัยไปทอดพระเนตรวิธีการบริหารบ้านเมืองแบบชาวยุโรป และพระองค์ได้นำหลายสิ่งกลับมาพัฒนาประเทศ
 
 แต่ขณะนั้น ที่อิ่มทิพย์เริ่มศึกษา เธอไม่รู้เลยว่าพระพุทธเจ้าหลวงเสด็จประพาสชวากี่ครั้ง ไม่คาดคิดว่าจะมากถึงสามครั้ง ยิ่งค้นยิ่งพบ ยิ่งอ่านยิ่งรู้...
 
 "ต่อมารู้จากหนังสือที่กล่าวถึงการเสด็จประพาสครั้งที่สอง ก็ตกใจว่ามีสองหนหรือ ทีแรกนึกว่ามีหนเดียว ก็ไปลองค้นที่หอสมุด ก็พบหนังสือรวมเล่มเสด็จประพาสชวาสามครั้ง อ้าว! กลายเป็นสามครั้ง ก็เลยเปิดหนังสือเริ่มอ่าน น่าสนใจมาก ที่พระองค์คิดถึงประเทศอยู่ตลอดเวลา ทำอะไรก็นึกถึงประเทศ แม้แต่แค่เห็นดอกไม้ก็นึกถึง แล้วก็บรรยาย อยากให้คนไทยได้รู้ว่าสวยงามอย่างไร ทรงตั้งใจดูงานเรื่องการทหาร การศึกษา โรงพยาบาล ที่จะนำมาพัฒนาประเทศจริงๆ แม้แต่ถนนราชดำเนินก็ทรงไปติดต่อชาวฮอลแลนด์ให้ช่วยหาช่างมาสร้างถนน"
 
 ความตั้งพระทัยแน่วแน่ที่จะศึกษาทอดพระเนตรงานของชาวยุโรป ทำให้พระองค์ต้องศึกษาจากหลายที่ เช่น พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จประพาสชวาทางเรือออกจากกรุงเทพฯ ผ่านอ่าวไทย ไปแวะสิงคโปร์ซึ่งขณะนั้นเป็นเมืองขึ้นของอังกฤษ จึงได้ทอดพระเนตรงานของอังกฤษพอสมควร แล้วจึงค่อยไปยังชวา
 
 นอกจากเรื่องทรงงานเพื่อประเทศชาติแล้ว พระองค์ยังเป็นกษัตริย์ที่น่าเคารพยกย่องจนกระทั่ง อิ่มทิพย์ อดไม่ได้ที่จะแปรการตามรอยให้กลายเป็นหนังสือดีๆ สักเล่ม
 
 "พระองค์ทรงมีพระเมตตาต่อสัตว์ เห็นเขาเฆี่ยนม้าก็สงสารม้า มีพระทัยอ่อนโยนมาก เป็นพระมหากษัตริย์ที่น่านับถือ ก็เลยอยากจะเขียนรวบรวมข้อมูล พอดีทำปทานุกรมภาษาไทย-อินโดนีเซีย เสร็จ ท่านทูตไปรับมอบหนังสือนี้ ดิฉันก็เรียนท่านว่า กระทรวงหรือสถานทูตมีทุนวิจัยบ้างไหม ท่านก็บอกว่าให้ส่งเรื่องมาสิ พอส่งเรื่องไปก็อนุมัติให้ทันที ก็กลับมาหาข้อมูลเพิ่มเติม"
 
 อิ่มทิพย์เล่าว่าในหนังสือต้นฉบับ (จดหมายเหตุเสด็จประพาสเกาะชวา) บางอย่างอ่านแล้วไม่เข้าใจ เช่น บันทึกว่าเมืองจันยอ ซึ่งบันทึกตามเสียงฝรั่งที่พูดให้ฟัง ชื่อจริง คือ จิอันจู เมื่อได้มีโอกาสได้ไปค้นที่สิงคโปร์ ค้นตามวันที่พระองค์เสด็จจึงพบบันทึกต่างๆ อันน่าจะเข้าเค้าว่าเมืองอะไรบ้างที่เสด็จ เธอแกะรอยตามข้อมูลที่ได้รับ เริ่มเขียนตามที่นำเสนอท่านทูตไว้ ออกมาเป็น Journey to Java by a Siamese King แล้วต่อยอดกลายเป็น 'เกาะชวาสามครา' class='anchor-link' target='_blank'>ตามรอย รัชกาลที่ 5 เสด็จประพาสเกาะชวาสามครา'
 
 "เกาะชวาสามครา' class='anchor-link' target='_blank'>ตามรอย รัชกาลที่ 5 เสด็จประพาสเกาะชวาสามครา เป็นผลต่อเนื่องมาจากเล่มภาษาอังกฤษ ภาษาอังกฤษซึ่งกระทรวงต่างประเทศได้ให้เงินทำวิจัยไว้ ใช้เวลาประมาณหนึ่งปี เรามีข้อมูลไว้แล้วบ้าง ไปค้นที่หอสมุด และพอดีมีลูกสาวเรียนอยู่ที่สิงคโปร์ พอไปเยี่ยมเขาก็ไปหอสมุด ไปหอจดหมายเหตุ ไปค้นหนังสือพิมพ์เก่าๆ ข่าวเขียนอย่างไรบ้างที่เสด็จประพาส ได้แกะชื่ออะไรต่างๆ มาจากหนังสือพิมพ์ที่สิงคโปร์นี่แหละค่ะ สิงคโปร์เนี่ยเก็บเอกสารดีที่สุด แต่ของไทยก็ไม่เลวเลยนะคะ ของไทยมีรายละเอียดที่น่าค้นอีกเยอะมาก มีรายละเอียดขนาด ค่าใช้จ่ายต่างๆ ระหว่างการเสด็จ"
 
 แต่ก็ยังมีข้อมูลอีกมากที่เธอยังไม่ได้หยิบมาถ่ายทอด...
 
 "ยังมีข้อมูลที่ยังไม่ได้นำมาใช้อีกเยอะเลย ยังไม่ถึงรัชกาลที่ 7 เลย นี่สามครั้งเสร็จไปแล้วเหลือแต่รัชกาลที่ 7 เสด็จตามไป รัชกาลที่ 7 เสด็จครั้งเดียว แต่เสด็จถึงบาหลีเลย รัชกาลที่ 5, 7, 9 แค่สามพระองค์เท่านั้นที่เสด็จอินโดนีเซีย การเสด็จไปชวาของรัชกาลที่ 5 เป็นการเสด็จต่างประเทศครั้งแรกของพระมหากษัตริย์ ในระหว่างที่ไม่มีสงคราม"
 
 คล้ายว่าข้อมูลที่มีมากจะช่วยให้เธอค้นคว้าอย่างสบาย แต่อุปสรรคสำคัญที่พบ คือ ชื่อเรื่องต่างๆ ในอดีตไม่ตรงกับปัจจุบัน เธอจึงต้องค้นคว้าเชิงลึกกว่า เพื่อเปรียบเทียบภาษาที่ถูกต้อง ซึ่งนับว่าเป็นจุดเด่นของหนังสือเล่มนี้ และอาจหาไม่ได้จากเล่มอื่นใด
 
 "นี่เป็นความโดดเด่นของหนังสือเล่มนี้ด้วยในเรื่องภาษา หากไปตามหนังสือพระราชนิพนธ์คงหายากขึ้น พยายามให้ได้ข้อมูลล่าสุดว่าขณะนี้คืออะไร" อิ่มทิพย์กล่าว
 
 ความเจริญรุ่งเรืองของชวาสมัยนั้น ที่พระพุทธเจ้าหลวงทรงสนพระทัยมีหลากหลายด้าน แต่ที่เห็นเด่นชัด และยังปรากฏสืบต่อมาจนถึงปัจจุบัน คือ การทหาร พระองค์ทรงทอดพระเนตรตั้งแต่โรงครัวยันเรือนนอน ทุกกระเบียดนิ้วในกองทัพชวา น่าสนพระทัยยิ่งนัก
 
 "กรมหลวงชุมพรฯ ท่านสำเร็จการศึกษาจากยุโรป พระองค์ก็พาไปดูงาน ไปดูวิธีการสร้างโรงทหาร ที่พักทหาร โรงอาหารทหาร การจัดอาหารอย่างไร ศาลทหาร ชุดทหาร โรงพยาบาลทหาร ทุกอย่างที่เกี่ยวกับการทหาร ก็ทรงไปลอกแบบมาสร้างที่เมืองไทย การทหารของอินโดนี่คือเน้นเลย มียุคประธานาธิบดีซูฮาร์โตนี่ทหารครองเมืองเลย"
 
 นอกจากการทหาร อิ่มทิพย์เล่าว่า มีอีกหลายอย่างที่พระองค์ทรงเน้น คือ การศึกษา การสาธารณสุข ทุกอย่างที่ชวามี พระองค์ก็พยายามหาช่างมาก่อสร้าง แม้แต่ช่างที่มาดูแลตัดแต่งต้นไม้ที่พระบรมมหาราชวัง ก็เป็นช่างมาจากชวา
 
 "ประเทศเขาเจริญมาก เมื่อร้อยปีที่แล้วเขา คือ สังคมยุโรปที่อยู่เอเชีย เพราะฮอลแลนด์ครอบครองประเทศมานาน อยู่มาหลายชั่วคนเลย เขามีงานเต้นรำกันอย่างหรู แต่งกายกันเหมือนยุโรปเลย รถไฟ รถยนต์ ไปดูที่ชวา มีทุกอย่าง"
 
 แน่นอนว่า พระพุทธเจ้าหลวงเสด็จประพาสชวาบ่อยครั้งถึงเพียงนี้ เจ้าบ้านอย่างชวา ย่อมร่วมรับรู้และสนอกสนใจกันเป็นธรรมดา การเสด็จประพาสมิได้เป็นเพียงทอดพระเนตรงาน แต่เป็นดั่งสายสัมพันธ์ที่ถักทอให้สองประเทศแน่นแฟ้นตราบทุกวันนี้
 
 "คนอินโดนีเซียพูดถึงพระพุทธเจ้าหลวงกันเยอะนะคะ มีนักข่าว นักหนังสือพิมพ์ของอินโดนีเซียสนใจอยากขอแปลเรื่องการเสด็จประพาสลงเป็นตอนๆ ในหนังสือพิมพ์ด้วย แต่คิดอยู่ว่าจะเขียนเอง อาจจะเป็นรอภาษาอังกฤษพิมพ์ใหม่ก่อน แล้วค่อยเป็นภาษาอินโดนีเซีย หนังสือพิมพ์นี้หัวใหญ่มาก มาขอต้นฉบับไปลงรายวันเหมือนกับนิยายดังๆ เลย เขาอยากรู้เรื่องพระพุทธเจ้าหลวง แต่ถ้าเอาไปเขียนแล้วลงไม่ถูก มันจะพลิกแพลงไป เพราะฉะนั้นจึงจะเขียนเอง"
 
 การเดินทางตามรอยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทำให้อิ่มทิพย์ได้ค้นพบอะไรมากกว่าแค่ได้เขียนหนังสือเล่มนี้ แต่เธอยังได้ความรู้สึกดีๆ และได้รับรู้ว่าพระมหากษัตริย์ไทยทรงงาน เพื่อประชาชนของพระองค์ตลอดเวลา และมีพระราชดำริว่าจะพัฒนาประเทศนี้ต่อไปได้อย่างไร
 
 "ความรู้สึกลึกๆ คือ ปลาบปลื้มที่มีโอกาสตามรอยพระองค์ท่าน อย่างภูเขาไฟโบรโมมันไปยากลำบาก แต่พระองค์เสด็จ ก็อยากจะเห็นว่าของจริงเป็นอย่างไร นึกถึงภาพพระองค์เสด็จเมื่อร้อยปีที่แล้ว มันต้องยากลำบากแค่ไหน นี่ขนาดเรามีรถขึ้นไปสบายๆ"
 
 ไม่ว่าหนังสือ เกาะชวาสามครา' class='anchor-link' target='_blank'>ตามรอย รัชกาลที่ 5 เสด็จประพาสเกาะชวาสามครา จะบอกอะไรในเนื้อหาใจความบ้าง ทว่าสิ่งหนึ่งที่ทุกคนย่อมได้รับเฉกเช่นเดียวกัน คงไม่ต่างจากที่อิ่มทิพย์ได้รับ ทั้งเนื้อหาอันรวบรัด เข้าใจง่าย ผ่านการเรียบเรียงให้เป็นปัจจุบัน แม้กระทั่งวันที่ซึ่งเคยใช้ตามจันทรคติแบบโบราณก็ปรับให้เป็นแบบสุริยคติ และซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณ ซึ่งพระพุทธเจ้าหลวงทรงมีต่อพสกนิกรของพระองค์ท่าน
 
 "คนอ่านจะได้เห็นว่ามีพระมหากษัตริย์ที่นึกถึงประเทศชาติอยู่ตลอดเวลา นึกถึงแม้แต่เห็นพรรณไม้ อย่างง่ายๆ เห็นต้นยางพารามีประโยชน์ ก็นำกลับมาปลูก แม้แต่ลูกชิดก็อยากนำกลับมาให้ที่เมืองไทย"
 
 นั่นเป็นเพียงบางส่วนอันเล็กน้อย ในหนังสือ 'เกาะชวาสามครา' ตามรอย รัชกาลที่ 5 เสด็จประพาสเกาะชวาสามครา' ยังมีอีกหลายเรื่องราวให้ลองค้นหาและร่วมตามรอยพระองค์ท่านไปพร้อมกัน
 
 โดย : ปริญญา ชาวสมุน
แนะนำเมื่อ 29ส.ค. 55
0ความคิดเห็น
Share

แสดงความคิดเห็น

 

 

กรุณา Login เข้าระบบก่อนแสดงความคิดเห็น หรือสมัครสมาชิกใหม่ คลิกที่นี่

 

 

จำนวนการเข้าชม: 1,436,101 ครั้ง