แผนงานสร้างเสริมวัฒนธรรมการอ่าน Reading Culture Promotion Program

เข้าสู่ระบบ
ลืมรหัสผ่าน

ค้นหา

บทความงานวิจัย

หมวดหมู่

อนุสรณ์ ติปยานนท์ กล่าวถึง When Things Fall Apart

 

 
หนังสือเล่มล่าสุดที่ผมได้จากเพื่อนรุ่นน้อง- ตั้ม วิจักขณ์ พานิช คือ หนังสือชื่อ เมื่อทุกอย่างพังทลาย หรือ When Things Fall Apart ที่ถูกเขียนขึ้นโดยท่าน เพม่า โชดรัน(Pema Chodran)เพม่า โชดรัน น่าจะเป็นธรรมาจารย์สตรีที่มีผู้คนรู้จักมากที่สุดคนหนึ่งในโลกศาสนธรรมตะวันตก เธอเป็นคนที่พยายามโยงแนวคิดด้านพุทธธรรมอันสงบรำงับเข้ากับชีวิตอันวุ่นวายของชาวตะวันตก ด้วยการผนวกรวมเช่นนี้ เธอได้ทำให้ผู้คนที่ไม่คุ้นชินกับพุทธศาสนาเห็นว่าความทุกข์อันเกิดจากการไขว่คว้าดิ้นรนที่บังเกิดขึ้นเสมอในสังคมบริโภคนิยมแบบสุดโต่งจะถูกหยิบยกมาใช้งานได้เยี่ยงไร การไม่สมหวังในคำสรรเสริญ การพลัดหลงจากคำเยิรยอ การพลัดพรากจากตำแหน่งการงาน ความปวดร้าวจากชีวิตคู่อันไม่สมหวัง(อันเป็นปัญหาใหญ่ยิ่งในสังคมตะวันตก)สอนอะไรเราบ้างเกี่ยวกับความคาดหวังของอัตตา สิ่งเหล่านี้ คำสอนเหล่านี้ ตัวอย่างเหล่านี้ ถูกน้อมนำไปใคร่ครวญและปฏิบัติอย่างจริงแท้ในหลายที่หลายทางและยังถูกประยุกต์ให้เข้ากับความเชื่อของแต่ละกลุ่มบุคคลด้วย อาจเป็นเพราะว่า เพม่า พูดถึงพุทธธรรมในฐานะของ-ทางเปิด-หรือหนทางที่เกื้อหนุนให้เราเข้าใจตนเอง หาใช่ คำสอนอันตายตัวดังที่เคยมีมาในเหล่าธรรมมาจารย์ทางพุทธศาสนาในอดีตไม่
 
ว่าไปทำไมมี หากจะมองถึงคุรุของ เพม่า โชดรัน คือ ท่าน เชอเกียม ตรุงปะ รินโปเช่ ผู้ล่วงลับไปแล้วก็ถือได้ว่าท่านเป็นวิปัสสนาจารย์และธรรมาจารย์ผู้แหวกและกล้าก้าวออกจากการสอนสั่งพุทธธรรมแบบเดิมๆ หนังสือของท่านไม่ว่าจะเป็นลิงหลอกเจ้า-ลอกคราบวัตถุนิยมทางศาสนา ภูมิปัญญาบ้าคลั่ง หรือแม้แต่ตำนานแห่งเสรีภาพ ล้วนชี้ตรงและโจมตีไปที่ความอัปลักษณ์แลบิดเบือนในการหันศาสนมรรคเข้ามารับใช้อัตตาตนเองแทนการใช้มันลอกเปลือกอันแน่นหนา ความรู้สึกที่ว่า ฉันได้ปฏิบัติธรรม ฉันได้เข้าสู่ศาสนมรรคแล้ว และฉันกำลังสูงส่งและบริสุทธิ์กว่าผู้คนทั้งหลายที่ไม่ได้ทำเช่นนั้น เป็นความรู้สึกเริ่มแรกของผู้ปฏิบัติธรรมที่ เชอเกียม ตรุงปะ มักเรียกว่าศาสนธรรมแบบผงซักฟอก ศาสนาไม่ใช่การฟอกตัว ไม่ใช่การสุขสบาย ปลอดภัย หากแต่เป็นความทุกข์ทน ปวดร้าว ของการตัดผ่านเข้าไปในอัตตาของตนเอง เป็นการสูญเสียที่มั่น จุดยืน และจุดอ้างอิง การเข้าหาศาสนธรรมคือการเข้าหาความโดดเดี่ยวหรือการฆ่าตัวตายแบบหนึ่ง หากแต่เป็นตัวตนที่เราอ้างอิง กอด ตระคองมันไว้ในนามของ อัตตา นั่นเอง
 
ในหนังสือเล่มนี้ บทที่น่าสนใจที่สุดสำหรับผมก็คือบทที่ว่าด้วยความโดดเดี่ยวหกแบบ เพม่าเริ่มต้นด้วยการกล่าวถึงความโดดเดี่ยว ความเหงา หรือความรู้สึกที่ไม่มีใคร อันเป็นสามัญลักษณ์ของสังคมตะวันตก และเริ่มนำเสนอว่าจะใช้ความโดเดี่ยวที่ว่านั้นเป็นครูได้อย่างไร เพม่า บอกว่าการมองเห็นความโดดเดี่ยวเป็นศัตรูและมุ่งหาทางหนีออกจากมันจะทำให้สถานการณ์เลวร้ายขึ้น ความโดดเดี่ยวควรถูกมองว่าเป็นสิ่งที่อยู่คู่กับเรามานับแต่เกิด การแก้ปัญหาด้วยการหาที่พึ่งจะไม่ต่างจากนั่งภาวนาแล้วรู้สึกปวดแข้งขาและตัดสินใจขยับ เราอาจรู้สึกสบายในสองสามนาทีแรกก่อนที่อาการปวดแข้งขานั้นจะกลับมาอีกครั้งในสภาพที่ย่ำแย่กว่าเดิม หากแต่ถ้าเราเผชิญหน้าความโดเดี่ยวนั้นดังที่มันเป็น ดังที่มันเป็นครู เราจะพบว่าความโดดเดี่ยวนั้นให้ความสงบเย็นแก่เราได้โดยไม่ต้องหลบหนีเลย 
 
เพม่า แบ่งความโดดเดี่ยวอันสงบเย็นออกเป็นหกแบบด้วยกันคือ ลดความอยาก พอใจในตัวเอง หลีกเลี่ยงกิจกรรมที่ไม่จำเป็น มีวินัยในเนื้อในตัว ไม่ท่องไปในโลกความปรารถนาและไม่เสาะหาความมั่นคงจากความคิดฟุ้งซ่าน
การลดความอยากคือการเลิกดิ้นรนหาสิ่งบรรเทาและกลับมาสู่ปัจจุบันขณะมากขึ้น เช่นหากเราหิวและเรากำลังวิ่งไปหาการขจัดให้เราพูดว่าหิวหนอ มันจะบรรเทาอาการอยากได้ หรือระหว่างนั่งสมาธิหากเกิดความคิดขึ้น ให้เราพูดคำว่าคิดหนอ ความคิดจะจบลงในชั่วขณะนั้น แม้มันอาจจะกลับมา มันก็จะไม่รุนแรงดังกล่าว การลดทอนความอยากนี่ทำให้เราอยู่กับตัวเองได้มากขึ้น
 
ความพอใจในตัวเองเกิดขึ้นเมื่อเรารู้สึกว่าเราไม่มีอะไรต้องสูญเสีย ทุกอย่างที่ได้มานับแต่กำเนิดเป็นสิ่งสมบูรณ์พร้อมอยู่แล้ว การไม่รู้สึกว่ามีสิ่งใดต้องสูญเสียทำให้เราไม่ต้องกลัวการเปลี่ยนแปลง ไม่ต้องกลัวการไม่มีทางออก และไม่ต้องกลัวการมีตัวตน และทำให้เราพอใจในความเป็นเรามากขึ้น
ส่วนการหลีกเลี่ยงกิจกรรมที่ไม่จำเป็นนั้นคล้ายดังการหลบหนีที่หาที่พึ่งพิงที่เชื่อมั่นว่าเราจะปลอดภัย อาทิเช่นการหลบไปหาความเพลิดเพลินกับละครหลังข่าว การเข้ากลุ่มกับคนที่ทำให้อัตตาหรือตัวตนของเราได้รับความปลอดภัย การกระทำที่ว่านี้เมื่อทำจนคุ้นชินมันจะบังเกิดสิ่งที่เรียกว่านิสัยแห่งการหลบหนี เราจะมีกิจกรรมมากมายขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อ และแต่ละกิจกรรมนั้นสามารถลดทอนได้โดยไม่จำเป็นเลย มันเป็นความพยายามคล้ายดังลิงที่กระโจนหากิ่งไม้เกาะ ทั้งที่หากมันนั่งลงสงบแล้วจะพบไม่มีอันตรายอะไรเลย
 
การมีวินัยในเนื้อในตัวนั้นหมายถึงการกลับมาสู่จุดเริ่มต้นอันหมายถึงการยอมรับว่าความโดดเดี่ยวเป็นภาวะที่ไม่อาจหลบหนีได้ หรืออาจหลบหนีได้เพียงชั่วครั้งคราวเท่านั้น การกลับสู่จุดเริ่มต้นครั้งแล้วครั้งเล่าทำให้เราเริ่มลอกคราบหนาแห่งการหลบหนีออกไปทีละน้อยและเข้าสู่สภาวะที่เป็นธรรมชาติที่แท้ของตัวเรา ธรรมชาติที่มีพร้อมมาตั้งแต่เรากำเนิดอันได้แก่ความโดดเดี่ยวในขณะที่การไม่ท่องไปในโลกความปรารถนาคือการเลิกใช้สิ่งของภายนอกเป็นเครื่องมือหลีกหนีความโดดเดี่ยวนั้น ปาร์ตี้ สินค้าฟุ่มเฟือย ที่ทำให้เรามีความสุขชั่วครู่ชั่วยาม หรือกิจกรรมจับกลุ่มที่ลงเอยด้วยการเมามาย สิ่งเหล่านี้เป็นทางเบี่ยงอันว่างเปล่าทั้งสิ้น ส่วนการไม่เสาะหาความมั่นคงจากความคิดอันฟุ้งซ่านนั้นเกิดจากความจริงที่ว่าเปลือกในของความคิดที่ผุดพุ่งขึ้นมากมายในแต่ละนาทีนั้น เบื้องลึกของมันคือความว่างเปล่า หากเราเลิกยึดมั่นกับความคิดและกล่าวสั้นๆกับมันทุกครั้งที่รุมล้อมเราว่าคิดหนอ ความคิดจะอ่อนแรงลงและเผยให้เห็นสิ่งที่ดำเนินอยู่เบื้องในอันได้แก่ความโดดเดี่ยวที่รอการเผชิญหน้าจากเรา
 
หนังสือเล่มนี้อาจไม่เหมาะสมหรือถูกจริตกับผู้ที่เชื่อว่าพุทธศาสนาจะต้องให้คำตอบ แต่-เมื่อทุกอย่างพังทลาย-กลับให้สิ่งที่เรียกว่าคำถามอย่างมากมาย ทั้งคำถามในชั้นสามัญ จนถึงคำถามที่ลึกซึ้งจนเราเจ็บปวด การอ่านหนังสือเล่มนี้แล้วเกิดความรู้สึกไม่พึงพอใจนั้นถือว่าเป็นเรื่องน่ายินดีเพราะนั่นแสดงว่าสารรในหนังสือได้เข้ามาตักเตือนหรือบอกคุณว่าสิ่งรอบๆตัวคุณนั้นไม่ได้อยู่ในสภาวะมั่นคงใดเลย และคุณควรเตรียมพร้อมอยู่เสมอที่จะรับ เรียนรู้และเข้าใจอาการพังทลายของมัน
 
*เมื่อทุกอย่างพังทลาย: When Things Fall Apart เพม่า โชดรัน เขียน แปลโดย วิจักขณ์ พานิช และอัญชลี คุรุธัช พิมพ์โดยสำนักพิมพ์ฟรีมายด์, มีนาคม 2555
 
ขอบคุณเรื่องราวดีๆจาก : http://www.tilopahouse.com/node/422
แนะนำเมื่อ 24ก.ค. 55
0ความคิดเห็น
Share

แสดงความคิดเห็น

 

 

กรุณา Login เข้าระบบก่อนแสดงความคิดเห็น หรือสมัครสมาชิกใหม่ คลิกที่นี่

 

 

จำนวนการเข้าชม: 5,041,411 ครั้ง