แผนงานสร้างเสริมวัฒนธรรมการอ่าน Reading Culture Promotion Program

เข้าสู่ระบบ
ลืมรหัสผ่าน

ค้นหา

บทความงานวิจัย

หมวดหมู่

มุนินทร์ สายประสาท ในนามของ "การ์ตูนมุนินฺ"

 

 
หนังสือมีรู ที่ออกแบบมาให้ใช้งานได้สะดวก จับถือได้ด้วยปลายนิ้ว จัดเก็บง่ายดายโดยไม่ต้องง้อชั้นวาง เป็นหนังสือที่เก๋ไก๋เลยทีเดียว
 
นอกจากนี้หนังสือยังมีลูกเล่นของโลโก้สำนักพิมพ์ 'จัมอ้าว' ซึ่งเป็นรูปคน เพียงแค่จับกรีดไปทางซ้ายมือภาพโลโก้รูปคนก็จะเคลื่อนไหวเป็นแอนิเมชันการเจริญเติบโต ตัวเล็ก เป็นตัวใหญ่
 
 สงสัยแล้วใช่ไหมว่าทำไมต้องกล่าวถึงหนังสือมีรู นี่เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ผู้หญิงบุคลิกห้าวๆ แต่ซ่อนความคิดอันละเอียดอ่อนไว้ ได้สำแดงผลงานสู่สายตาสาวกการ์ตูนไทยแนวเบาสบาย ลายเส้นสีเทา เรื่องราวเบาๆ แต่เต็มไปด้วยความหมายดีๆ “รัก เศร้า เหงา ซึ้ง” การ์ตูนมุนินฺ โดย มุนินทร์  สายประสาท
 
 'มุนินทร์' นั้นเป็นชื่อจริงๆ ของเธอ เมื่อนำมาใช้เป็นนามปากกาจึงใส่พินทุใต้ตัว น.หนู  ซึ่งเป็นภาษาบาลีจึงเป็นมุนินฺ...ด้วยชื่อที่ฟังแล้วจดจำง่าย เมื่อใครได้ยินแล้วอาจจะสะดุดหูสนใจและเคยลองหยิบผลงานเธอมาดู เมื่อได้สัมผัสกับผลงานเธอแล้วอาจพบว่าไม่เพียงแต่ชื่อที่น่าสนใจ ผลงานยังน่าสนใจยิ่งกว่า ที่พูดนี้ไม่ได้อวยแต่อย่างใด ได้เห็นมากับตาแล้วจากงานสัปดาห์หนังสือที่ผ่านมา เพราะบรรดาสาวกนักเขียนการ์ตูนไทยที่รอขอลายเซ็นกันยาวเหยียดไม่แพ้นักเขียนชื่อดังคนอื่นๆ เลย
 
 ตอนเรียนนั้นมุนินฺก็เริ่มฉายแววมาตั้งแต่เด็กๆ เธอวาดรูปส่งเข้าประกวดตามงานต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นงานวันสุนทรภู่ หรืองานอื่น เธอก็ได้รางวัลมาตลอด  ได้ใบประกาศนียบัตรการันตีมาแล้วหลายงาน แต่เธอก็ไม่เคยคิดว่าจุดเริ่มต้นของวันนั้นจะพัฒนามาเป็นอาชีพในวันนี้
 
 มุนินฺเล่าถึงจุดเริ่มต้นการวาดการ์ตูนว่า วาดตั้งแต่อนุบาลโดยวาดตามการ์ตูนขายหัวเราะ แล้วก็วาดเลียนเเบบภาพปกหนังสือเรียนภาษาไทย และพัฒนามาเรื่อยๆ  ตอนม.ต้นนั้น เริ่มอ่านการ์ตูนญี่ปุ่นแล้วชอบ หลังจากนั้นก็เริ่มสนใจที่จะวาดการ์ตูน เริ่มจากเอาเรื่องของเพื่อนมาเขียน แต่งเรื่องเพื่อนกับรุ่นพี่ที่ชอบ เพื่อนๆ เห็นแล้วชอบ หลังจากนั้นก็เริ่มวาดการ์ตูน แต่ก็วาดเป็นงานอดิเรก
 
 “เมื่อตอนปี 3 แฟนชอบอ่านพอคเก็ตบุ๊ค พวกการ์ตูนไทย  และแนะนำให้ส่งไปที่ LET'S Comic ก็ส่งเรื่องสั้นไป 1 เรื่องและได้รับการตีพิมพ์เลย เป็นโอกาสที่เข้ามาทาง LET'S Comic ก็ขอให้ไปเขียนให้ตลอด และตอนนั้นก็เริ่มวาดอย่างจริงจังแต่ก็ยังไม่ถือว่าเป็นอาชีพ”
 
 เธอเริ่มวาดการ์ตูนอย่างจริงจังตอนเรียนปี 3 และวาดส่งสำนักพิมพ์เป็นตอนๆ มาเรื่อยๆ  ด้วยยุคนี้เป็นยุคของสังคม social network ที่มีพื้นที่ให้บรรดาคนมีของไปปล่อยของกันทั้ง Youtube,  Dek-D, exteen  และอื่นๆ อีกมาก มุนินฺเองนั้นก็มีของเหมือนกัน ช่วงนั้นสังคมนักวาดเริ่มมีการเขียนลงบล็อก เธอก็เลยลองไปเขียนลงบล็อก exteen และปล่อยของไปเรื่อยๆ ทางสำนักพิมพ์จัมอ้าวมาเห็น ดูจากฝีไม้ลายมือแล้วน่าสนใจ ประกอบกับช่วงนั้นเริ่มเป็นที่รู้จักและมีกลุ่มคนที่ติดตามผลงานของเธออยู่พอสมควร จึงขอที่จะนำผลงานมารวมเล่ม
 
 จากผลงานที่ปรากฏแค่เพียงหน้าจอสี่เหลี่ยมได้ออกสู่หน้าหนังสือครั้งแรกด้วยสำนักพิมพ์จัมอ้าว หลังจากนั้นเธอก็เริ่มรู้สึกว่าความฝัน (การวาดการ์ตูน) นั้นเป็นสิ่งที่เริ่มจับต้องได้
 
 แต่ด้วย ณ  ตอนนั้นเธอยังเรียนสถาปัตยกรรม ที่มหาวิทยาลัยขอนแก่น จึงไม่คิดว่าจะทำเป็นอาชีพ และไม่คิดว่าจะมาวาดการ์ตูนอย่างจริงจัง เธอเล่าว่า ที่ผ่านมามีรวมเล่มกับสำนักพิมพ์ แต่ขณะนั้นยังเรียนอยู่ จึงไม่ถือเป็นอาชีพ จะเป็นในแง่ของงานเสริมมากกว่า
 
 หลังจากที่เรียนจบก็ไปทำงานสถาปนิกอยู่ 2-3 เดือน แล้วรู้สึกว่ามันไม่มีความสุข เพราะมีเรื่องธุรกิจเรื่องหุ้นส่วนพอทำแล้วรู้สึกเครียด แต่งานหนังสือทำแล้วมีความสุข สุขตั้งแต่ได้คิดเรื่อง วาดภาพ โพสต์เรื่องราวให้คนอ่านและดูกระแสตอบรับจากแฟนนักอ่าน ได้มาเจอกับคนอ่านเป็นงานที่ทำแล้วมีความสุขและตั้งใจที่จะทำเป็นอาชีพ หากจะพูดถึงว่าวาดเป็นอาชีพนั้นก็ทำมาไม่กี่ปีเพราะเพิ่งจะเรียนจบ  
 
 สำหรับกระแสของหนังสือเล่มแรกนั้น การ์ตูนมุนินฺ การ์ตูนเบาๆ “ รัก เศร้า เหงา ซึ้ง” ถือว่าได้รับการตอบเป็นอย่างดี  เพราะตอนที่เริ่มเขียนลงบล็อกก็มีคนติดตามผลงาน จากเรื่อง ราตรีสวัสดิ์ เรื่องนี้เป็นเรื่องที่สร้างความประทับใจต่อผู้อ่านและทำให้เธอเริ่มเป็นที่รู้จัก ส่วนแรงบันดาลใจหรือวัตถุดิบที่ใช้ในการเขียนนั้นเธอเล่าว่า  ส่วนใหญ่แรงบันดาลใจนั้นจะมาจากเรื่องของตัวเอง เรื่องของครอบครัว และจากการออกไปคุยกับคนรอบข้าง หรือเพื่อนๆ หยิบประสบการณ์เหล่านั้นมาดัดแปลง อีกทั้งเรื่องที่เอามาจากตัวเอง เรื่องของน้องชายที่เสียไป และเรื่องของแฟน นำมาเขียนให้เป็นเรื่องแต่งให้มันเหมือนไม่ใช่เรื่องของตัวเองมากไป
 
 จากที่เล่า คล้ายว่ามุนินฺจะมีเรื่องราวมากมายที่เป็นวัตถุดิบในการสร้างสรรค์ผลงาน เลยถามว่าถ้าหมดไอเดียหรือวัตถุดิบจะทำอย่างไร เธอตอบว่า เวลาจะเขียนเรื่องสักเรื่องจะต้องมีแก่นเรื่อง   วัตถุดิบในการสร้างสรรค์ผลงานตอนนี้มีเรื่องราวอยู่เยอะมาก แต่มันจะตันตรงที่เมื่อเขียนเรื่องแล้วเราจะดำเนินเรื่องต่อไปอย่างไร  ตรงนี้ล่ะที่มันตันว่าเราจะนำเหตุการณ์อย่างไรมาห่อหุ้มเรื่องเพื่อจะให้เรื่องดำเนินต่อไป และจบลงอย่างไร ก็มีบางทีที่มันตัน เมื่อมันตันก็ออกไปพบผู้คนไปหาแรงบันดาลใจจากคนรอบข้าง
 
 ส่วนใหญ่คนที่ติดตามอ่านผลงานของมุนินฺนั้น เมื่ออ่านแล้วจะรู้สึกอินกับเรื่อง และคิดว่าเป็นเรื่องของตัวเอง ด้วยความที่เรื่องราวและวัตถุดิบซึ่งเธอนำมาเขียนนั้นเป็นเรื่องใกล้ตัว เป็นเรื่องทั่วๆ ไปที่เกิดกับทุกคนได้ บางเรื่องก็เป็นเรื่องที่เราลืมไปแล้ว เช่น เรื่องความสัมพันธ์ของครอบครัว บางคนอาจลืมไปแต่เมื่อมาอ่านแล้วทำให้เรานึกถึง จุดนี้เองที่เป็นเสน่ห์ของการ์ตูนมุนินฺเมื่ออ่านแล้วทำให้รู้สึกว่าเป็นสิ่งที่จับต้องได้
 
 นอกจากเรื่องราวที่สามารถจับต้องได้แล้วเสน่ห์การ์ตูนของมุนินฺ ยังอยู่ตรงที่ลายเส้นอันเบาสบายอ่านง่ายดูแล้วไม่เลอะเทอะ ไม่หนาแน่นเกินไป มีสัดส่วนของรูปที่ลงตัว และสมจริง โดยเฉพาะลักษณะท่าทางตัวละครเด็ก
 
 การ์ตูนที่เราพบเห็นทั่วไปนั้นจะมีสีสันที่สวยงามดึงดูดความสนใจต่อผู้อ่านให้หยิบขึ้นมาดู ก่อนที่จะไปสัมผัสกับเรื่องราวในเล่ม เคยสงสัยว่าทำไมการ์ตูนของมุนินฺจึงจะต้องเป็นสีเทา ไม่เน้นสีสันแต่เมื่อมองดูแล้วรู้สึกมีแรงดึงดูดให้เราหยิบขึ้นมาอ่าน เรื่องนี้มุนินฺให้คำตอบว่า
 
 "ตอนแรกที่เขียนการ์ตูนไม่ได้คิดว่าจะเป็นสีเทา เพียงแต่ว่าไม่อยากให้โทนภาพหนักเกินไปเพราะเราอ่านการ์ตูนญี่ปุ่น ส่วนใหญ่เขาจะลงสีดำชัดเจน เราก็เลยลองดูถ้าอยากจะเฟสให้มันเบาลงมันจะเป็นอย่างไรบ้าง พอทำแล้วมันก็ผ่อนคลายลงเรื่อยๆ พอทำแล้วมันก็เป็นคาแรคเตอร์ เราก็เลยอยากลองดูถ้าไม่ขาวดำจะเป็นไปได้ไหม ส่วนเรื่องลงสีก็มีการพัฒนาต่อมาอยากให้อารมณ์ภาพขึ้นมา ในอนาคตอาจจะมีรวมเล่มที่เป็นภาพสี"
 
 "ถ้าเรามองสีขาวเป็นความสุขในเรื่องของด้านดี สีดำก็เป็นอีกด้านหนึ่งที่เป็นความทุกข์ สีเทาก็อยู่ตรงกลาง ชีวิตเราก็มีเรื่องราวหลายอย่างผ่านเข้ามา เหมือนการ์ตูนในหนึ่งเล่มมีหลายเรื่องราว  เวลาเราเขียนเราจะลิสต์ไว้ว่าในเรื่องหนึ่งนี้จะมีเรื่องราวอะไรบ้าง ทั้งบวก ลบ เราอยากจะให้คนอ่านได้อะไร อ่านแล้วจะบวกหรือลบ เศร้า สนุก หัวเราะ มันไม่ได้มีด้านเดียวเพราะชีวิตมันมีหลายด้านมาก"
 
 นิยามการ์ตูนของมุนินฺนั้นสำนักพิมพ์ ได้นิยามให้ว่า รัก เศร้า เหงา ซึ้ง แต่สำหรับมุนินฺนั้นเธอได้นิยามไว้ตั้งแต่แรกแล้วว่ามันเป็นความหมายเบาๆ เนื้อหาก็เบา ไม่หนัก ลายเส้นที่เบา อ่านแล้วไม่เครียดผ่อนคลาย แต่สำหรับนิยามที่สำนักพิมพ์นิยามให้ก็ถือว่าเป็นนิยามของความหมายในเล่มได้เหมือนกัน อย่างที่บอกว่าอยากให้มันได้หลากหลายอารมณ์มีเรื่องรัก เศร้า เหงานี่เป็นเรื่องที่คนส่วนใหญ่ชอบอ่านแล้วมันได้อารมณ์
 
 อย่างที่ได้กล่าวมาตั้งแต่ต้นว่ามุนินฺนั้นเรียนสถาปัตย์ เธอได้นำความรู้ที่เรียนมาใช้ในการวาดการ์ตูนไหม เธอเล่าว่า ตอนเรียนแรกๆ มีการวาดรูป สเกตช์ภาพ ถนนหนทาง ฉาก ก็มีนำความรู้มาใช้บ้างแต่เล็กน้อยมาก รู้สึกว่าตอนเรียนเราใช้เยอะมากแต่มาตอนนี้เรา พยายามทิ้งพื้นที่ว่าง ให้คนอ่านได้ใส่ประสบการณ์ของเขาลงไปในงานของเรา
 
 จากผลงานที่ผ่านมาตั้งแต่การ์ตูนมุนินฺ 1-5 พฤหัสบายดี เป็นเรื่องราวที่เบาๆ หากแต่เต็มไปด้วยความหมายเมื่ออ่านแล้วรู้สึกประทับใจ แต่เล่มล่าสุด คนแห่งความรัก ที่ดูเหมือนเธอจะทิ้งพื้นที่ว่างให้คนอ่านได้แต่งเติมประสบการณ์จนเกินไป มีแค่ตัวละครเป็นหลักและบรรยายด้วยความเรียงสั้นๆ ที่ยังคงเนื้อหาอบอุ่น เบาๆ ตามสไตล์ของเธอ แต่ที่เพิ่มขึ้นมาก็คือ สีสัน ที่ไม่ได้มีแค่สีเทาเหมือนแต่ก่อน อาจเพื่อให้เหมาะกับเนื้อเรื่องที่เกี่ยวกับความรัก หรือนี่อาจจะเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงการ์ตูนสีเทา
 
 การ์ตูนนั้นนอกจากจะสร้างความบันเทิงและความผ่อนคลายต่อผู้อ่านแล้วนั้น ยังให้ข้อคิดที่สอดแทรกอยู่ในเรื่อง  ผู้อ่านอาจจะได้รับทั้งที่รู้ตัวและไม่รู้ตัว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องครอบครัวและเพื่อน    การ์ตูนของมุนินฺนั้นมีเนื้อหาครอบคลุมอ่านได้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ กล่าวถึงการ์ตูนไทย มุนินฺบอกว่า ตอนนี้การ์ตูนไทยอยู่ในช่วงขาขึ้น ผลงานของนักเขียนออกมามากมีคนติดตามค่อนข้างมาก และเด็กเริ่มสนใจที่จะซื้อมากขึ้นทั้งที่การ์ตูนไทยราคาแพง พูดตามจริงการ์ตูนไทยแพงกว่าการ์ตูนญี่ปุ่น
 
 จากเด็กต่างจังหวัดธรรมดาๆ คนหนึ่งซึ่งไม่คิดว่าจะมีวันนี้ นี่คือบทพิสูจน์หนึ่งว่า เราอาจไม่ได้ทำงานอย่างที่เราเรียนจบมา มุนินทร์  สายประสาท เธอเรียนจบสถาปัตย์ แต่เธอมาเป็นนักวาดการ์ตูน 
 
 “คณะสถาปัตย์สอนให้เราเกิดความคิดสร้างสรรค์ ส่วนตัวถ้าเรามั่นใจว่าจะทำสิ่งนั้นและทำให้คนอื่นเชื่อ ตอนนี้ก็อยู่ในขั้นตอนที่พิสูจน์ตัวเองว่าเป็นอาชีพที่ทำอยู่ได้นะ เพราะเรียนได้เกียรตินิยมเหรียญทองทางบ้านก็คาดหวังกับเรา แต่พอเราไปทำแล้วรู้สึกมันไม่ใช่” 
 
 และมุนินฺได้ฝากทิ้งท้ายถึงคนที่มีฝันไว้ว่า 
 
"ลองค้นหาตัวเองให้เจอถ้าคิดว่ามันใช่ ไม่มีอะไรที่ยากและไกลเกินไปถ้าคิดว่าจะเอาจริงก็เริ่มลงมือทำตามความจริงที่เราฝันและเริ่มลงมือเลย"
 
ขอบคุณเรื่องราวดีๆจาก หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ
แนะนำเมื่อ 28พ.ค. 55
0ความคิดเห็น
Share

แสดงความคิดเห็น

 

 

กรุณา Login เข้าระบบก่อนแสดงความคิดเห็น หรือสมัครสมาชิกใหม่ คลิกที่นี่

 

 

จำนวนการเข้าชม: 6,060,650 ครั้ง