แผนงานสร้างเสริมวัฒนธรรมการอ่าน Reading Culture Promotion Program

เข้าสู่ระบบ
ลืมรหัสผ่าน

บทความงานวิจัย

หมวดหมู่

นักเขียนรางวัลซีไรต์ พ.ศ. 2545 จากหนังสือรวมเรื่องสั้น "ความน่าจะเป็น"

 

 
ปราบดา หยุ่น
นักเขียนรางวัลซีไรต์ พ.ศ. 2545 จากหนังสือรวมเรื่องสั้น "ความน่าจะเป็น"
ปราบดา หยุ่น เป็นนักเขียนเรื่องสั้น คอลัมนิสต์ นักเขียนบทภาพยนตร์ และกราฟิกดีไซน์เนอร์ 
เรื่องสั้นเรื่องแรกของปราบดา ได้รับการตีพิมพ์ในนิตยสาร ลลนา ทำหนังสือของโรงเรียนเทพศิรินทร์ชื่อ รั้วรำเพย หลังจากจบมัธยม 3 ไปเรียนต่อที่สหรัฐอเมริกา และทำหนังสือของโรงเรียนอีกครั้งที่ Parsonns School of Design ชื่อหนังสือ Pivot ซึ่งเขาเป็นทั้งกองบรรณาธิการ และอาร์ทไดเรกชั่น
 
• ตอนนี้ทำอะไรอยู่บ้าง แต่ห้ามตอบนะว่ากำลัง...ไว้ผมยาว?
 
ทำเหมือนเดิมครับ ทำ Open ,ทำหนังสือพ้อกเก็ตบุ๊คทั่วไป แล้วแต่โอกาส ทำ art ให้คนอื่นบ้าง ให้ตัวเองบ้าง และเขียนบทภาพยนตร์ของเรื่องใหม่ให้คุณเป็นเอก รัตนเรือง คร่าวๆก็เพิ่งเขียนบทเพิ่งเสร็จ เลยยังไม่รู้ว่า โปรดักชั่นที่ออกมาจะเป็นตามที่เราคาดไว้หรือเปล่า แต่ลักษณะการทำงานจะคล้ายกับเรื่องที่แล้ว Last life in the Universe คือ การร่วมงานกับหลายประเทศเหมือนเดิม คิดว่าคงจะนำ คริสโตเฟอร์ ดอยล์ มาเป็นตากล้องเหมือนเดิม ดารานำแสดงชาย อาจเป็น ดาราฮ่องกงซึ่งยังไม่แน่ใจว่าจะเป็นใคร ส่วนดาราฝ่ายหญิงยอดเยี่ยม ก็คงเป็นคนไทย ซึ่งยังไม่รู้อีกเหมือนกันว่าเป็นใคร โดยเนื้อเรื่องไม่อยากใช้คำว่าซับซ้อน แต่ว่ามีรายละเอียดมากกว่าเรื่องที่แล้ว มีการเดินทาง มีการเปลี่ยนซีน มีพล็อตมากกว่า
 
 
• มีบทบู๊บ้างหรือเปล่า
 
เล็กน้อย (ยิ้ม) เพราะมันเป็นเรื่องฆาตกรรมผสมระทึกขวัญ แต่ก็ไม่ใช่ซะทีเดียว มันจะออกมาในแนวของคุณเป็นเอก
 
• ได้ยินว่าเจองานเรื่องก่อนหนักมาก นึกว่าปราบดาจะเข็ดกับงานเขียนบทเสียแล้ว
 
ไม่ได้เข็ด ผมไม่ได้เข็ดกับการเขียนบทให้พี่เป็นเอก แต่ถ้าต้องเขียนบทให้กับคนอื่นที่มีลักษณะการทำงาน หรือมุมมองที่ไม่ตรงกัน ก็อาจจะไม่ทำ ไม่ไหวเหมือนกัน คือบางทีการเข็ดหรือการไม่ชอบ ไม่ใช่ที่ขั้นตอนการเขียน แต่มันอยู่ที่ขั้นตอนการสื่อสารกับคนอื่น หรือการรอคอยที่ไม่มีจุดหมาย เช่น คุยประชุมกัน 10-20 ครั้งแล้วก็ยังบอกไม่ได้ว่าอยากได้อะไร สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ผมไม่อยากไปเจอ ฉะนั้นการทำงานกับพี่เป็นเอก ไม่มีเรื่องแบบนี้อยู่แล้ว ผมจึงคิดว่าคงทำไปเรื่อย ๆ ถ้ามีโอกาสได้ทำ
 
• ปราบดาทำงานเยอะมาก รู้สึกว่าเสียอิสระไปบ้างไหม
 
ผมก็ไม่ได้รักอิสระมากมาย ธรรมดาเหมือนคนทั่วไป
งานตอนนี้มันก็เยอะจริง แต่มันมีความเป็นอิสระในแง่การจัดเวลาให้ตัวเองมากกว่า ที่ผมชอบ คือผมไม่ต้องกังวลว่างานจะต้องเสร็จภายในเวลาเก้าโมงถึงห้าโมง ผมสามารถกำหนดเองได้ว่า ผมจะเริ่มงานตีหนึ่ง แล้วผมจะเสร็จเมื่อไหร่ก็ตามที่มันเสร็จ หรือว่าถ้าไม่เสร็จก็นอนก่อน หรือตื่นมาแล้วค่อยทำใหม่ คือ มันเป็นอิสระในแง่ที่ไม่มีใครมากำหนดกรอบเวลาให้เรามากกว่า
แต่เรื่องงานเยอะ คิดว่าเยอะพอ ๆ กับทุกคน เดตไลน์ ก็ชัดเจน ส่วนใหญ่ด้วยความโชคดี เดตไลน์จะใกล้เคียงกัน อยู่ช่วงเดียวกันหมดในทุก ๆ งาน ซึ่งก็สนุกดี เหมือนเป็นการฝากตัวเองให้ทำงาน เพราะผมไม่ค่อยเชื่อว่าการอยู่เฉย ๆ เพื่อรอแรงบันดาลใจมันเป็นผลดี บางทีความกดดัน การบังคับตัวเองให้ทำงานเสร็จภายในช่วงระยะเวลาใด เวลาหนึ่ง เป็นตัวเร่งความคิดสร้างสรรค์ได้ดีกว่าเสียอีก
 
• ช่วงที่ใช้ชีวิตอยู่ต่างประเทศ เป็นช่วงเวลาที่ดีกว่า ในการสั่งสมความรู้ ประสบการณ์และแรงบันดาลใจหรือเปล่า เพราะช่วงที่ปราบดากลับมาใหม่ๆ ได้สร้างสรรค์งานเอาไว้มากมาย ราวกับพลังที่มีอยู่ได้ถูกสะสมไว้จนอิ่มตัว แต่เมื่อกลับมาอยู่ที่นี่ เวลาส่วนใหญ่จะเป็นการใช้พลังที่มีอยู่ปลดปล่อยออกไป มันมีอะไรที่เปลี่ยนแปลงไปไหม เช่น พลัง หรือวิธีการคิด จากที่เมื่อก่อนมันออกมาเองกับตอนนี้ที่ต้องคิดงานใหม่ตามโจทย์ต่างๆทุกวัน
 
มันก็ไม่ต่างกันมาก เพียงแต่เมื่อก่อนผมไม่ต้องมีความรับผิดชอบกับคนอื่น คือทุกอย่างที่ทำมา มันเป็นงานของตัวเองหมด แต่ทุกวันนี้งานบางอย่างมันต้องมีเชื่อมโยงกับคนอื่น ซึ่งถ้าเราช้า เขาก็จะช้า ถ้าเราไม่เสร็จเขาก็จะไม่ได้ทำ ไม่ว่าจะเป็นงานแมกกาซีน หรืองานเขียนบท ทุกคนเขาก็จะรอผมหมด นั่นคือ ผมต้องเสร็จก่อนใครอยู่แล้ว เพราะฉะนั้น ยิ่งผมช้าไป หรือว่าเละเทะ งานเขาก็จะยิ่งไม่เสร็จ อย่างงานเขียนคอลัมน์ก็ต้องส่งให้ทันตามกำหนดเวลา คือทุกอย่างมันมีเงื่อนไขของชีวิตคนอื่นเข้ามาเกี่ยวข้อง ซึ่งในความรู้สึกผมว่าเป็นเรื่องที่ดี ผมไม่ใช่คนที่อยากเป็นศิลปินที่ไม่มีใครมากำหนดชีวิตให้ ผมชอบให้มีใครมากำหนดชีวิตให้ในบางส่วน
• มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่างานของคุณมีกลิ่นอายของสิ่งแวดล้อมรอบตัวชัดเจนมาก เช่น สิ่งแวดล้อมความเป็นสุขุมวิท ความเป็นเมือง หรือความเป็นนักเรียนนอกจ๋า
 
ผมไม่ได้ตั้งใจ หรือตั้งใจทั้งนั้น เพราะผมคิดว่าตัวผมเองไม่สามารถจะพูดถึงอะไรในสิ่งที่ไม่ได้สัมผัส ได้ดีเท่ากับสิ่งที่เราเคยสัมผัสมา หรือว่ายังสัมผัสอยู่ในปัจจุบัน เพราะว่า…มันเป็นความรู้สึกร่วม ผมชอบทำงานที่มีความรู้สึกของตัวเองจากข้างในมากระตุ้นด้วย ไม่ใช่วางแผนแค่เป็นการออกแบบว่าเราอยากเขียนเรื่องนี้ ที่เกิดในยุคประวัติศาสตร์นั้น ซึ่งบางครั้งเรื่องแบบนี้มันอาจสนุกก็ได้ แต่ว่าถ้าเป็นสิ่งที่อยู่ใกล้ตัว หรือเป็นความร่วมสมัย มันจะมีแรงผลักให้อยากพูดอะไรบางอย่างที่เป็นความรู้สึกจริง ๆ ของเราออกมา
 
 
• คุณชอบการทำงานแบบที่มีภาพสำเร็จปรากฏอยู่ในหัวเรียบร้อย หรือชอบการด้นสดไปเรื่อยๆ?
 
ไม่เลย ยิ่งมีภาพก่อน แล้วทำตามภาพนั้น ผมจะเบื่อมาก จะไม่สามารถทำได้ เพราะฉะนั้น มันจะมีการเปลี่ยนแปลงเสมอ อย่างไอเดียแม้แต่บทภาพยนตร์ ที่จริงมันควรจะเป็นไปตามที่เราบอกกับผู้กำกับ อย่างเรื่องใหม่ ผมจะให้พี่เป็นเอกอ่านบทก่อน พอเขาอ่านแล้วชอบก็โอเค ให้ไฟเขียวในการเขียน แต่ว่าพอลงมาเขียนจริง ๆ มันก็มีการเปลี่ยนแปลง เพราะผมไม่สามารถจะวางแผนทุกอย่าง แล้วทำตามแผนนั้นได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ ไม่ใช่เพราะทำไม่ได้ เป็นเพราะว่าตอนที่ทำมันเกิดความเบื่อหน่ายอย่างรุนแรง ที่จะต้องทำตามภาพที่เราเห็นไปแล้ว ต้องอยู่กับมันนานเกินไป เพราะฉะนั้นมันเหมือนต้องการความสดของประสบการณ์ระหว่างทำงานอยู่เสมอ
 
• คุณคิดว่าการเขียนหนังสือ จำเป็นมากน้อยแค่ไหนที่ต้องสะท้อนยุคสมัย
 
มันก็แล้วแต่ว่าคุณอยู่ในสถานการณ์ไหน ถ้าคุณอยากปิดกั้นตัวเอง ไม่สนใจสิ่งรอบข้าง ก็อยู่ได้เหมือนกัน ก็คือเขียนงานก๊อบปี้คลาสสิคอดีตไป แต่ว่าถ้าชีวิตคุณยังต้องเกี่ยวข้องกับคนอื่น แล้วมีผลกระทบกับความรู้สึกนึกคิดของคุณ โดยปริยายผมว่าคนทำงานเกี่ยวกับสื่อมันต้องสะท้อนสิ่งเหล่านั้นมาอยู่แล้ว 
 
• ตอนเขียนเรื่องสั้นรวมเล่ม ประเด็นที่เขียนดูเหมือนการฟาดฟันเป้าหมายที่มองไม่เห็นในอากาศ บังเอิญโดนใครคนนั้นก็เจ็บ แต่พอมาเขียนใน OPEN นี่ชักแสดงให้เห็นชัดเจนแล้วว่าเป้าหมายการจู่โจมของปราบดาคือใคร…อยู่ที่ไหน คนอ่านจะรู้สึกได้ไหมว่าเราพูดถึงใคร สัมผัสกับอะไร
 
มันเปลี่ยนไปตามเวลา...ถ้าบังเอิญว่าช่วงนี้มีเป้าหมายเข้ามา ก็มีเป้าหมายที่เราจะจู่โจม แต่ถ้าไม่มี เราก็ไม่จำเป็นต้องจู่โจมใคร มันเหมือนกับโดยธรรมชาติที่เกิดจากการเคลื่อนไหวของสังคม
 
 
• หนังสือ ความน่าจะเป็น เมื่อได้ซีไรต์ จะไปอยู่ตามห้องสมุดทั่วประเทศ อิทธิพลจากการอ่านวรรณกรรมชิ้นนี้ จะเป็นส่วนหนึ่งในการหล่อหลอมเด็กไทย เคยคิดไหมว่ามันจะสร้างเยาวชนชนิดไหนออกมา
 
มันเป็นเรื่องที่ตอบยากมากเลย คือตอนเขียนหนังสือ ผมไม่ได้คิดไปถึงขั้นว่าจะมีอิทธิพลสืบทอดไปสู่เยาวชนประเทศไหนอย่างไร ผมว่ามันก็คล้ายงานศิลปะอื่น ๆ อย่างเช่นตัวผมเองก็ได้รับอิทธิพลมาจากคนอื่น ซึ่งผมว่าคุณสมบัติหนึ่งของงานศิลปะ เมื่อมันออกมาแล้ว มันไม่มีเจ้าของ มันไม่มีผู้ที่จะมาบอกคนเสพย์ได้ว่า สิ่งที่คุณคิด หรือสิ่งที่คุณเชื่อจากงานนี้ มันจริง มันถูกต้องหรือเปล่า อย่างเช่นว่า ผมไม่สามารถไปบอกเด็กทุกคนที่อ่านงานนี้ว่า ที่คุณชอบงานผม คุณชอบด้วยเหตุผลที่ถูกต้องหรือเปล่า หรือสิ่งที่คุณคิดกับสื่อมันถูกต้องไหม ผมบอกไม่ได้ ผมไม่สามารถจะเดินสายได้เยอะขนาดไหน หรือว่าผมจะทำได้ ผมก็คงไม่ทำ เพราะว่าผมก็ชอบให้งานมันพูดกับคนอ่านเองด้วย เพราะฉะนั้น มันคล้ายกับว่า เราได้แต่หวังว่า สิ่งที่คนจะได้มันจะเป็นด้านที่ดี ที่ออกมาจากหัวใจของงานจริง ๆ ไม่ใช่เปลือกนอก อย่างในงานเขียนของผม ผมได้แต่หวังว่าคนอ่านจะชอบไม่ใช่แต่เพียง เพราะมันหยาบ
 
 • คุณคิดว่าวรรณกรรมมีส่วนช่วยปัญหาทางสังคมได้ไหม
 
ผมว่าคำถามหรือความรู้สึกเหล่านี้ มันเกิดจากคนในยุคหนึ่งที่มักจะฝากความรับผิดชอบให้กับศิลปะ ซึ่งโดยส่วนตัวแล้ว มันไม่ใช่เรื่องที่ถูกต้องเสมอไปซะทั้งหมด
 
• แล้วคุณคิดว่าการช่วยให้สังคมดีขึ้นเป็นหน้าที่ของใคร
 
ถ้าพูดถึงหน้าที่อย่างเป็นรูปธรรมแล้ว ก็คือ คนที่มีหน้าที่เป็นตัวเป็นตนอยู่แล้ว ผมมักจะคิดเสมอว่า ถ้าเราเป็นคนทำงานศิลปะ นักเขียน จิตรกร หรือนักดนตรี แล้วมีความสนใจในปัญหาสังคมขนาดนั้น หรือเป็นห่วงสังคมขนาดนั้น ถ้าเราอยากปฏิวัติอะไร เปลี่ยนแปลงอะไร ให้เป็นรูปธรรมขนาดนั้น เราควรจะละทิ้งสิ่งเหล่านี้ ควรทำอะไรที่จริงจังไมใช่นั่งเขียนหนังสืออยู่ในห้อง ตราบใดที่เราเลือกจะนั่งเขียนในห้อง หนึ่งคือมันมีความเป็นส่วนตัวเข้ามาเกี่ยวข้อง เพราะฉะนั้นควรทิ้งพื้นที่สำหรับศิลปะไว้ด้วย ไม่ใช่ว่าหนังสือทุกเล่ม จะต้องแก้ไขปัญหาสังคมได้ ซึ่งผมเห็นหนังสือจำนวนน้อยที่แก้ไขปัญหาสังคมได้ แต่เข้ามามีอิทธิพลในจิตใจของคนมากกว่า
 
งานเขียนส่วนใหญ่ของผม มันเป็นการสะท้อน โดยเฉพาะการเขียนบทความมันจะสะท้อนสิ่งที่เกิดขึ้น และความรู้สึก แต่มันไม่ใช่ยา มันไม่ได้มาแก้ไขอะไร ถ้าตัวเราเขียนเองไม่นับกลยุทธ์การเขียน วรรณศิลป์ ความสนุกทางภาษาที่เราทำงานแล้วละก็ เนื้อหาทางสังคมที่เขียนมันก็ไม่ไปไหน มันก็ยังสร้างความหม่นเศร้า
 
 
• มือถือและคอมพิวเตอร์พกพา ช่วยสร้างความอิสระในการใช้ชีวิตให้คุณได้อย่างในโฆษณาไหม
 
มือถือหลัก ๆ ผมมีเพื่อให้คนอื่นติดต่อได้ แต่ผมไม่ค่อยใช้โทรออก หรือติดต่อใคร เพราะส่วนตัวผมไม่ชอบโทรศัพท์ แล้วบังเอิญมันกลายเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับคนใกล้ชิด อย่างครอบครัว ทั้งพ่อ แม่ ต้องออกเดินทางทำธุระอยู่ตลอดเวลา และผมก็ไม่ได้อยู่บ้าน จึงต้องใช้มันในการติดต่อหากัน มันก็เป็นแค่อุปกรณ์ใช้งานอย่างหนึ่งเท่านั้น ไม่ได้บอกว่ามันดีหรือไม่ดี
ส่วนคอมพิวเตอร์แล็ปท็อป ที่จริงผมไม่ชอบใช้มันด้วยซ้ำ เพราะมันหนักมาก แต่การใช้ชีวิตอยู่อย่างผมมันเหินห่างจากการเขียนด้วยลายมือมานานแล้ว ก็ไม่ถนัดที่จะทำแล้ว
 
 
• งานของนักเขียนยุคเดียวกันอ่านของใครบ้าง
 
ก็มีที่สนใจจะอ่าน คือ พี่ศักดิ์ชัย ลักคนาวิเชียร เพราะผมคิดว่า ในขณะที่งานของเขามีโลกของตัวเอง งานของเขาก็เปรียบเหมืองานเพื่อสังคมร่วมสมัยด้วย และโดยส่วนตัว คิดว่างานวรรณกรรม ควรมีความร่วมสมัยหรือนำสมัยไป ผมว่างานเขาสื่อถึงชีวิตคนทั่วไปในปัจจุบัน ในขณะเดียวกันก็ไม่มีเรื่องของกาลเวลามากำหนด
 
• ชอบอ่านงานของตัวเองไหม
 
ไม่ชอบ เพราะไม่สนใจจะกลับไปอ่านอดีตอีก ความสนุกในการทำงานของผมคือได้แก้ปัญหาสถานการณ์นั้นได้ หรือว่าได้สร้างสรรค์บางอย่างที่เกิดขึ้นตอนนี้ มันเหมือนกับสิ่งที่เราปลูกมันขึ้นมาใหม่แล้วก็กินไปแล้ว คือรอที่จะทำงานใหม่มากกว่าสิ่งที่เราเคยทำมาแล้ว และมันก็ไม่สนุกแล้วด้วย มันเหมือนมองตัวเองในกระจก
 
• ในวงการนักเขียนรุ่นใหม่ๆ มองเห็นผลงานเขียนที่เป็นแฟชั่น หรือเห็นอิทธิพลจากคุณในงานของคนอื่นบ้างไหม
 
เขาจะส่งงานมาให้ผมอ่าน ผมคิดว่าเขาสนใจงานแนวนี้ ผมก็จะรู้สึกดีที่ส่งมาให้ผมอ่าน เพราะเขาอาจจะกลัวว่าจะไม่ผ่านถ้าส่งให้ที่อื่น
 
• รู้สึกอย่างไรที่มีคนอื่นเขียนงานแนวคุณ
 
ผมก็คิดว่าคนที่เขียนเขาไม่รู้ตัวนะว่าทำตามรอยเท้าใคร ซึ่งก็รู้สึกดีนะ เป็นเรื่องที่ดีถ้าเขาไม่รู้ตัว
 
 • ถ้าให้พูดเปรียบเทียบ "แฟนฉัน" กับ Last Life in the Universe ที่คุณเป็นคนเขียนบท
 
มันพูดยาก คือสิ่งที่ตัวเองมีส่วนร่วมมาก จึงยากที่จะตัดสินได้ว่าจะชอบหรือไม่ชอบมัน เพราะมันมีความรู้สึกร่วมเยอะเกินไปมากกว่าสายตาคนภายนอก ว่ามันดีหรือไม่ดี
 
แต่ "แฟนฉัน" ผมคิดว่าเป็นหนังที่โดยรวมทางเทคนิคและความเป็นภาพยนต์ แฟนฉันเป็นหนังไทยที่ดี ที่ไม่มีการเคอะเขินในการตัดต่อ หรือเรื่องบท คือทุกรายละเอียดได้มาตรฐานที่ดีของการทำภาพยนตร์ในระดับสากล และมีความเป็นไทยสูง คือเรื่องนี้ยากที่จะประสบความสำเร็จที่อื่น เท่ากับที่เมืองไทย เพราะมันพูดกับเมืองไทยโดยตรง ความทรงจำของคนไทยโดยตรง ฉะนั้น แฟนฉันจึงเป็นหนังไทยที่แสดงความเป็นไทย และเป็นหนังที่ชัดเจนที่สุดเรื่องหนึ่ง  
 
ขอบคุณเรื่องราวดีๆจากนิตยสาร YES
แนะนำเมื่อ 29มี.ค. 55
0ความคิดเห็น
Share

แสดงความคิดเห็น

 

 

กรุณา Login เข้าระบบก่อนแสดงความคิดเห็น หรือสมัครสมาชิกใหม่ คลิกที่นี่

 

 

จำนวนการเข้าชม: 1,299,684 ครั้ง